กรรมตามติด

ตอนที่ 2 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

24 ตอน · 1,064 คำ

เปลือกตาที่ปิดสนิทไม่สามารถกั้นความว้าวุ่นในห้วงความคิดของพระธาวินได้เลยแม้แต่น้อย เสียงระฆังยามอรุณกังวานไปทั่วอาณาบริเวณวัดป่าอันเงียบสงบ แต่ในอกของเขาคล้ายมีระฆังอีกใบที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงยิ่งกว่า ความเย็นเยียบของอากาศยามเช้าตรู่มิอาจปลอบประโลมความร้อนรุ่มภายในได้ จีวรสีกลักหยาบกระด้างที่คลุมกายไม่อาจปกปิดร่องรอยของความกระสับกระส่ายที่ทิ้งไว้บนกายและใจ

"ธาวินเ..."

เสียงทุ้มแหบพร่าแต่เปี่ยมด้วยความเมตตาเอ่ยเรียกจากด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสบางเบาที่แตะลงบนบ่า พระธาวินสะดุ้งเฮือก ร่างกายเกร็งตึงในฉับพลันราวกับถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังหลบหนีอะไรบางอย่าง ‌เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ ลมหายใจติดขัดเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นเจ้าของเสียง

นั่นคือพระอาจารย์มน เจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ รูปของท่านดูสงบเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำในสระหน้ากุฏิ ผิวหนังเหี่ยวย่นตามกาลเวลาแต่แววตาเปี่ยมด้วยความฉลาดปราดเปรื่องและเปี่ยมเมตตา ท่านยืนอยู่ตรงนั้นในยามอรุณรุ่ง ​แสงสีทองอ่อน ๆ จากดวงตะวันที่กำลังจะโผล่พ้นทิวไม้สาดต้องจีวรเก่าสีซีดของท่านจนดูราวกับมีรัศมี "อาตมาเห็นท่านนั่งทำสมาธิตั้งแต่ไก่โห่ แต่ดูเหมือนใจท่านจะไม่ได้อยู่นิ่งเลยนะธาวิน"

คำพูดของพระอาจารย์มนไม่ได้มีแววตำหนิแม้แต่น้อย หากแต่เต็มไปด้วยความเข้าใจ พระธาวินก้มหน้าลงช้า ๆ ‍ด้วยความรู้สึกละอายใจ เขาโกหกใครก็ได้ แต่ไม่ใช่พระอาจารย์มน และที่สำคัญที่สุด เขาโกหกตัวเองไม่ได้ จีวรที่ควรจะเป็นเครื่องมือแห่งการหลุดพ้น บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเกราะกำบังอันเปราะบางที่เขาใช้หลบซ่อนจากเงาของอดีต

"ผม... พยายามแล้วครับท่านอาจารย์" ‌พระธาวินตอบเสียงแผ่ว พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แต่ความสั่นเครือเล็กน้อยยังคงเล็ดลอดออกมาจากถ้อยคำ

พระอาจารย์มนยิ้มบางเบา ดวงตาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ขุ่นมัวของพระธาวิน "การพยายามเป็นสิ่งที่ดีนะธาวิน แต่บางครั้งการพยายามมากไปก็กลายเป็นการผลักไสสิ่งที่ควรจะเจอให้ออกห่างไป... จิตใจของคนเราเหมือนสายน้ำ ยิ่งพยายามกั้นไว้ไม่ให้ไหลไปข้างหน้า ‍มันก็ยิ่งปั่นป่วนและก่อให้เกิดเขื่อนกั้นที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดก็ท่วมท้นทำลายทุกสิ่ง" ท่านหยุดเล็กน้อย กวาดสายตาไปยังทิวไม้ที่เคลื่อนไหวไปตามแรงลม "ปล่อยให้มันไหลไปตามทางบ้าง แล้วท่านจะเห็นว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างนั้นคืออะไร"

คำสอนของพระอาจารย์มนดังก้องอยู่ในโสตประสาทของพระธาวินตลอดทั้งวัน คำว่า ​"ปล่อยให้มันไหลไป" ดูเหมือนจะง่าย แต่สำหรับเขา มันคือการปลดปล่อยปีศาจร้ายที่ถูกจองจำไว้ในก้นบึ้งของจิตใจให้ออกมาอาละวาดอีกครั้ง เขาไม่ได้บวชเพราะศรัทธาในพระธรรมอย่างแท้จริง หากแต่เป็นเพียงทางหนี... ทางหนีจากเงาบาปที่ตามหลอกหลอน จากความผิดพลาดที่กัดกินจิตวิญญาณ ​และจากภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่ปรากฏขึ้นในห้วงฝันยามค่ำคืน

ตลอดทั้งวันนั้น พระธาวินพยายามทำกิจของสงฆ์ตามปกติ ทว่าใจของเขากลับกระสับกระส่าย เสียงสวดมนต์ยามเช้าที่เคยช่วยปลอบประโลมจิตใจ บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเสียงที่ไร้ความหมาย ไม่สามารถดึงเขาให้หลุดพ้นจากวังวนแห่งความคิดได้ แม้กระทั่งการออกบิณฑบาต ซึ่งควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการสำรวมและการปล่อยวาง ​เขากลับรู้สึกถึงสายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมา คล้ายพวกเขามองทะลุเข้ามาในจิตใจอันหม่นหมองของเขาได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด

คืนนั้นพระธาวินนั่งสมาธิในกุฏิที่เงียบสงัด เขาพยายามเพ่งจิตให้เป็นหนึ่ง แต่ภาพจากอดีตก็ยังคงฉายซ้ำ ภาพของธาวินคนเดิม... นักธุรกิจหนุ่มผู้ทะเยอทะยาน ผู้ไม่แยแสต่อศีลธรรมใด ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ เงินทอง ชื่อเสียง และอำนาจที่เขาหลงมัวเมา ภาพของหญิงสาวคนรักที่เขาเคยทำร้ายจิตใจอย่างยับเยิน... และอีกหลาย ๆ คนที่ต้องเจ็บปวดเพราะการกระทำของเขา

ความคิดฟุ้งซ่านรบกวนจิตใจจนแทบคลั่ง เขาตัดสินใจล้มตัวลงนอน หวังว่าความเหนื่อยล้าทางกายจะช่วยให้เขาได้พักผ่อนจากความทรมานทางใจนี้ได้บ้าง ทว่าเมื่อเปลือกตาปิดลง โลกแห่งความฝันกลับนำพาเขาเข้าสู่ห้วงแห่งอดีตกาลที่ลึกซึ้งและมืดมิดยิ่งกว่า

ในความฝัน เขาไม่ใช่พระธาวิน แต่เป็นบุรุษหนุ่มในชุดโบราณ วิ่งหนีบางสิ่งบางอย่างอย่างสุดชีวิต ท่ามกลางป่าทึบที่มืดมิด แสงจันทร์สาดส่องลงมารำไรเผยให้เห็นเงาไม้ตะคุ่มที่ดูราวกับปีศาจ เขาวิ่งไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าผาสูงชันเบื้องล่างมีกระแสน้ำเชี่ยวกราก ดวงจันทร์เต็มดวงฉายแสงนวลตาเหนือผืนน้ำที่สะท้อนแสงระยิบระยับ ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นหอมของดอกราตรีที่โชยมากับสายลมเย็นเยียบ

เขาหันกลับไปช้า ๆ ท่ามกลางความมืดมิด มีเงาของสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ร่างบางในอาภรณ์สีขาวสะท้อนกับแสงจันทร์ เส้นผมยาวสยายปลิวไสวไปตามแรงลม ใบหน้าของเธอหันมาทางเขา แต่กลับพร่าเลือนจนไม่อาจมองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน ทว่าดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความอาฆาต และความโศกเศร้า กลับชัดเจนราวกับแกะสลักไว้ในห้วงความคิดของเขา

"ท่าน... ทำไมถึงทำกับข้าเช่นนี้..." เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังก้องในโสตประสาทของเขา พร้อมกับความรู้สึกเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความรู้สึกผิดบาปที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนหลั่งไหลเข้าท่วมท้นจิตใจ

พระธาวินสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง เขาหายใจหอบถี่ พยายามจับจ้องความมืดในกุฏิเพื่อดึงตัวเองกลับสู่ความเป็นจริง แต่กลิ่นหอมของดอกราตรีอ่อน ๆ ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ คล้ายกับว่าความฝันนั้นไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน แต่เป็นบางสิ่งที่แทรกซึมเข้ามาในโลกแห่งความเป็นจริง

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากการทำวัตรเช้า พระอาจารย์มนเรียกพระธาวินเข้าไปหาในกุฏิของท่าน "ธาวิน อาตมามีงานให้ท่านทำ" ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แววตาจับจ้องมาที่พระธาวินอย่างลึกซึ้ง "ข้างหลังพระเจดีย์องค์ใหญ่ มีศาลาเก่า ๆ หลังหนึ่งที่ไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว เป็นศาลาที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปี มีฝุ่นจับหนาเตอะ ท่านช่วยไปทำความสะอาดศาลานั้นให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้งได้หรือไม่"

พระธาวินพยักหน้าตอบรับ แม้จะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่าเหตุใดพระอาจารย์มนจึงมอบหมายงานเช่นนี้ให้เขา ในวัดป่าแห่งนี้มีพระหนุ่มสามเณรน้อยอีกหลายรูปที่สามารถทำงานเช่นนี้ได้ดีกว่าเขา แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด

ศาลาเก่าที่พระอาจารย์มนกล่าวถึงตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่าหลังพระเจดีย์องค์ใหญ่ มันเป็นศาลาไม้เก่า ๆ ที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา หลังคาผุพังไปบ้างบางส่วน มีเถาวัลย์ปกคลุมหนาแน่น ฝุ่นจับเกรอะกรังไปทั่วทุกซอกมุม อากาศภายในศาลาอบอ้าวและชื้นแฉะ ให้ความรู้สึกวังเวงอย่างประหลาด

พระธาวินเริ่มลงมือทำความสะอาด เขากวาดหยากไย่ที่ห้อยระโยงระยางออกไป ปัดกวาดใบไม้แห้งที่ปลิวเข้ามา และเช็ดถูฝุ่นละอองออกจากพื้นและเสาไม้เก่า ๆ ขณะที่เขากำลังเช็ดถูผนังด้านในของศาลา สายตาของเขาก็พลันไปสะดุดเข้ากับภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ที่ซีดจางไปตามกาลเวลา ภาพนั้นเป็นภาพพุทธประวัติ แต่มีบางส่วนที่ดูแปลกตาออกไป เป็นภาพของชายหญิงคู่หนึ่งในชุดโบราณกำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

พระธาวินพยายามเพ่งมองภาพนั้นอย่างตั้งใจ เขาใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเบา ๆ เพื่อปัดฝุ่นที่ปกคลุมออก เผยให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น ภาพของสตรีในจิตรกรรมนั้นงดงามราวกับมีชีวิต ดวงหน้าของเธอเศร้าสร้อย แววตาเต็มไปด้วยความอาดูร และมีรอยน้ำตาที่ทิ้งคราบจาง ๆ อยู่บนแก้ม เธอยืนอยู่ข้างชายหนุ่มผู้หนึ่งที่หันหลังให้ผู้ชม กำลังเงื้อมีดในมือขึ้นสูง คล้ายกำลังจะฟันบางสิ่งบางอย่าง... หรือบางคน

ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกเย็นเยียบก็แผ่ซ่านเข้ามาในศาลา อากาศที่เคยอบอ้าวพลันหนาวเหน็บขึ้นมาอย่างกะทันหัน กลิ่นดอกราตรีที่เคยได้กลิ่นในความฝันอบอวลขึ้นมาอีกครั้ง พระธาวินหันขวับไปรอบทิศทาง ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีแม้แต่ลมพัดผ่านเข้ามาในศาลาแห่งนี้ ทว่าความรู้สึกว่ามีบางสิ่งจ้องมองมายังเขาอย่างไม่วางตา กลับชัดเจนเสียยิ่งกว่าครั้งใด

เขากลับมามองที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังอีกครั้ง ภาพของสตรีในภาพบัดนี้ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นมา แววตาที่เคยเศร้าสร้อยบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวที่ดูเหมือนจะส่งตรงมาถึงเขา พระธาวินรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่าง ขนแขนของเขาลุกชันขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา คล้ายเสียงของผู้หญิงที่กำลังคร่ำครวญ แต่จับใจความไม่ได้

เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความพรั่นพรึง แต่ภาพนั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ รอยยิ้มเศร้าสร้อยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสตรีในภาพจิตรกรรม ดวงตาคู่นั้นสบเข้ากับดวงตาของเขาอย่างจัง คล้ายเธอมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ...

"ธาวิน..."

เสียงกระซิบที่คุ้นเคยเสียยิ่งกว่าลมหายใจดังขึ้นข้างใบหู พร้อมสัมผัสเย็นเฉียบที่ต้นคอ ภาพสตรีในจิตรกรรมฝาผนังบิดเบี้ยว ดวงตาที่เคยหลุบต่ำบัดนี้เบิกโพลงจ้องมองมายังเขาเต็มดวง ใบหน้าของเธอบัดนี้ไม่ได้อยู่บนผนังอีกต่อไป หากแต่ปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงหน้า ห่างกันเพียงปลายจมูก สุรเสียงหวานใสแต่แฝงความขมขื่นกรีดลึกในหัวใจของเขา

"ท่านจะเลือกหนีไปได้นานแค่ไหน... ธาวิน?"

หน้านิยาย
หน้านิยาย
กรรมตามติด

กรรมตามติด

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!