กรรมตามติด

ตอนที่ 4 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

24 ตอน · 933 คำ

เปลือกตาที่ปิดสนิทไม่สามารถกั้นความว้าวุ่นในห้วงความคิดของพระธาวินได้เลยแม้แต่น้อย เสียงระฆังยามอรุณกังวานไปทั่วอาณาบริเวณวัดป่าอันเงียบสงบ แต่ในอกของเขาคล้ายมีระฆังอีกใบที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงยิ่งกว่า ความเย็นเยียบของอากาศยามเช้าตรู่มิอาจปลอบประโลมความร้อนรุ่มภายในได้ จีวรสีกลักหยาบกระด้างที่คลุมกายไม่อาจปกปิดร่องรอยของความกระสับกระส่ายที่ทิ้งไว้บนกายและใจ

เสียงทุ้มแหบพร่าแต่เปี่ยมด้วยความเมตตาเอ่ยเรียกจากด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสบางเบาที่แตะลงบนบ่า พระธาวินสะดุ้งเฮือก ร่างกายเกร็งไปชั่วขณะ ‌ก่อนจะคลายลงเมื่อรู้ว่านั่นคือหลวงพ่อสมชาย เจ้าอาวาสผู้เปี่ยมด้วยเมตตาบารมีที่คอยชี้ทางให้เขาตลอดมา

“ธาวินเอ๋ย... จิตไม่สงบหรือ” หลวงพ่อสมชายเอ่ยเสียงเบา แต่ทว่าก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกของพระธาวิน

พระธาวินก้มหน้าลงเล็กน้อย ความกระสับกระส่ายยังคงเกาะกุมแน่นอยู่ในทุกอณู “กราบขอรับหลวงพ่อ... กระผมยังคงไม่พ้นจากความฟุ้งซ่าน” ​เขาพยายามใช้ถ้อยคำอันสุภาพตามวิถีสมณะ แต่ในใจนั้นแทบจะตะโกนบอกความทุกข์ระทมที่กัดกิน

หลวงพ่อสมชายพยักหน้ารับช้าๆ ดวงตาอันสงบนิ่งจ้องมองไปยังป่าเบื้องหน้า ราวกับเห็นสรรพสิ่งทะลุปรุโปร่ง “ความฟุ้งซ่านนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของจิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝน แต่ของธาวินนั้น... ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น”

พระธาวินเงยหน้าขึ้นสบตาหลวงพ่อทันที ‍ความหวังริบหรี่ฉายชัดในแววตา “หลวงพ่อหมายถึงอะไรขอรับ?”

หลวงพ่อสมชายหันมามองตรง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงกว่าเดิม “จิตที่ถูกพันธนาการด้วยกรรม ย่อมไม่อาจสงบได้โดยง่าย บางครั้ง... การหลีกหนีมิได้ช่วยให้พ้นจากมัน หากแต่เป็นการกดทับเอาไว้ ‌รอวันที่จะปะทุขึ้นมา”

คำพูดของหลวงพ่อดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจของพระธาวิน เขาเคยคิดว่าผ้าเหลืองจะปกป้องเขาจากทุกสิ่ง จากความผิดพลาดในอดีต จากเงาของความทุกข์ที่ตามหลอกหลอน แต่ตอนนี้... ทุกอย่างกลับชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

“กระผม... กระผมไม่เข้าใจขอรับ” พระธาวินพยายามจะปฏิเสธ ‍แต่เสียงของเขากลับสั่นพร่า

“ไม่เป็นไรหรอกธาวิน” หลวงพ่อสมชายเอื้อมมือมาลูบศีรษะที่โกนเกลี้ยงของพระธาวินเบาๆ “กรรมนั้นไม่มีวันตาย ตราบใดที่เรายังมิได้เรียนรู้และชดใช้มันให้ครบถ้วน แต่การมาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์นี้ มิได้หมายความว่ากรรมจะตามไม่ถึง หากแต่เป็นโอกาสให้เราได้เผชิญหน้ากับมันอย่างแท้จริงต่างหาก”

หลวงพ่อสมชายแนะนำให้พระธาวินเพิ่มความเพียรในการเจริญสติภาวนา โดยเฉพาะการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่องในทุกอิริยาบถ ​และให้ลองนั่งสมาธิในยามวิกาล ในคืนเดือนมืด ณ ศาลาเล็กๆ กลางป่าลึกที่เงียบสงัดที่สุด เพื่อให้จิตใจได้สงบและเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่เบื้องลึก

“บางครั้ง... ความจริงที่ซ่อนเร้น อาจจะเปิดเผยตัวออกมาในความมืดที่ไร้สิ่งรบกวน” ​หลวงพ่อกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้พระธาวินจมอยู่กับความคิดและความกลัวที่กัดกินหัวใจ

นับแต่วันนั้น พระธาวินพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่ออย่างเคร่งครัด เขากำหนดลมหายใจเข้าออก ฝึกสติให้รับรู้ทุกการเคลื่อนไหวของร่างกายและจิตใจ แต่ยิ่งพยายามเท่าไร กำแพงแห่งความสงบที่เขาสร้างขึ้นก็ยิ่งพังทลายลงเท่านั้น

เงาของหญิงสาวปริศนายังคงตามติดเขายิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ในความฝันยามหลับใหล ​แต่กลับปรากฏในห้วงความคิดยามตื่น ในทุกครั้งที่เผลอสติ ภาพเลือนรางของดวงตาที่เปี่ยมด้วยความรวดร้าวก็ฉายวาบขึ้นมา บางครั้งก็เป็นเสียงกระซิบแผ่วเบาที่เรียกชื่อเขาอย่างเจ็บปวด “ธาวิน... ธาวิน...”

พระธาวินเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้คือภาพลวงตาที่เกิดจากความเครียด หรือเป็นบางสิ่งบางอย่างที่แท้จริงที่กำลังคืบคลานเข้ามา เขาพยายามจะปัดเป่าออกไป แต่ก็ยิ่งเหมือนกับการยิ่งโยนหินลงไปในบ่อน้ำที่ไร้ก้น

คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืดสนิทตามคำแนะนำของหลวงพ่อ พระธาวินเดินไปยังศาลาเล็กๆ กลางป่า เสียงจิ้งหรีดเรไรรอบตัวกลับยิ่งทำให้ความเงียบสงัดยิ่งชัดเจนขึ้น แสงจันทร์เลือนหายไปในหมู่เมฆ ทำให้ศาลานั้นจมดิ่งอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงเทียนเล่มเล็กที่ส่องสว่างอยู่หน้าพระพุทธรูปองค์น้อย

พระธาวินนั่งลงในท่าขัดสมาธิ หลับตาลง พยายามรวบรวมสติทั้งหมดไว้ที่ลมหายใจเข้าออก เขาผ่อนลมหายใจอย่างช้าๆ ลึกๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้จิตใจสงบลง แต่แล้ว... ความเงียบรอบตัวกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงที่ไม่ใช่เสียงจิ้งหรีด ไม่ใช่เสียงลมพัด แต่เป็นเสียงสะอื้นแผ่วเบาที่ดังมาจากความมืดเบื้องหน้า

“ใคร... ใครอยู่ตรงนั้น?” พระธาวินเอ่ยถาม เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความประหลาดใจระคนหวาดกลัว

ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง แต่เสียงสะอื้นนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของเขา ไม่ใช่แค่เสียง แต่เขายังรับรู้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้ป่าที่กำลังโรยรา กลิ่นนั้นโชยเข้ามาในศาลา ราวกับหญิงสาวผู้นั้นยืนอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม

พระธาวินพยายามจะรวบรวมสติอีกครั้ง กำหนดจิตให้เข้มแข็ง แต่ในความมืดนั้น จู่ๆ ก็มีภาพฉายขึ้นมาในมโนภาพของเขา

ภาพแรกเป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้างดงามหมดจด ดวงตาโศกเศร้า คิ้วเรียวโก่งรับกับใบหน้าหวาน เธอสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาด แต่กลับมีรอยเปื้อนดินและคราบน้ำตาประปราย เธอจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อและเจ็บปวด

“พี่ธาวิน...” เสียงหวานแผ่วเบาดังขึ้นในมโนภาพ “เหตุใดจึงทอดทิ้งน้องเยี่ยงนี้”

ภาพต่อมาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เป็นภาพของกระท่อมไม้เล็กๆ กลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ แสงยามเย็นสาดส่องลงมาเป็นสีทองอร่ามตา แต่ภายในกระท่อมนั้นกลับมีแต่ความมืดมิดและเงียบงัน หญิงสาวคนเดิมนอนซมอยู่บนแคร่ไม้ ใบหน้าซีดเซียว มีผ้าหยาบๆ ชุบน้ำบิดหมาดวางอยู่บนหน้าผาก

จากนั้น ภาพก็ตัดมาที่ชายหนุ่มผู้หนึ่ง แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมแพรพรรณอย่างดี กำลังขึ้นนั่งบนหลังม้าพร้อมกับชายฉกรรจ์อีกสองสามคน เขาหันกลับมามองกระท่อมนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสะบัดบังเหียนออกไปอย่างไม่เหลียวหลัง ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น... มันคือใบหน้าของเขาเอง! ไม่ผิดแน่! เป็นใบหน้าของธาวินในชาติภพที่แตกต่างออกไป ดวงตาคู่นั้นยังคงเย็นชาและไร้ความรู้สึก ไม่ต่างจากแววตาที่เขาเคยมีก่อนจะบวช

ความรู้สึกตกใจสุดขีดเข้าจู่โจมพระธาวิน เขาลืมตาโพลง แต่สิ่งที่เห็นไม่ใช่ศาลาเล็กๆ กลางป่าอีกต่อไป หากแต่เป็นภาพที่คมชัดกว่าเดิม ราวกับเขากำลังยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ

เขาเห็นตัวเองในอดีตชาติกำลังเร่งม้าไปตามทางลูกรัง โดยมีเสียงร่ำไห้แผ่วเบาจากกระท่อมที่ค่อยๆ เลือนหายไปไกลออกไปทุกที ในใจของเขาในตอนนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะไปแสวงหาความร่ำรวยและอำนาจในเมืองหลวง โดยทอดทิ้งหญิงสาวผู้นั้นไว้เบื้องหลัง ความรู้สึกเย็นชาและความเห็นแก่ตัวแล่นพล่านในอกของเขาในอดีตชาติ ราวกับว่าความรักที่เคยมีนั้นไม่มีค่าสิ่งใดเทียบได้กับความทะเยอทะยาน

พระธาวินพยายามจะตะโกนเรียกตัวเองในอดีตชาติให้หยุด ให้หันหลังกลับไป แต่เสียงของเขากลับไม่มี ปากอ้าออกแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ร่างกายราวกับถูกตรึงไว้ด้วยพันธนาการที่มองไม่เห็น

ภาพตัดกลับมาที่กระท่อมอีกครั้ง หญิงสาวผู้นั้นลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เธอมองออกไปยังทางที่ชายหนุ่มจากไป ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่ยากจะพรรณนา ร่างกายของเธออ่อนล้า ทรุดลงไปกองกับพื้น มือเรียวบางลูบไล้หน้าท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย

“ธาวิน... ลูกของเรา...” เสียงสะอื้นนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนกว่าเดิม ชัดเจนจนพระธาวินรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ข้างเธอ

ภาพสุดท้ายที่ฉายชัดคือใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นที่แหงนมองฟ้า ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและความรัก บัดนี้มีแต่ความว่างเปล่าและความสิ้นหวัง รอยยิ้มเศร้าสร้อยปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนที่เธอจะล้มลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้นดิน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอย่างโดดเดี่ยว

พระธาวินลืมตาโพลงอีกครั้ง เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วทั้งแผ่นหลัง ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว เขาหอบหายใจอย่างแรง

หน้านิยาย
หน้านิยาย
กรรมตามติด

กรรมตามติด

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!