พยัคฆ์เงาพยศ

ตอนที่ 16 — พยัคฆ์ทมิฬสะบัดเงา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

40 ตอน · 1,512 คำ

แสงอรุณรุ่งในวันใหม่สาดส่องเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของสำนักเมฆาเรืองรองอีกครั้ง แสงสีทองอ่อนโยนไล่เลียงไปตามเสาไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ทว่าแสงแดดอ่อนๆ ไม่อาจขับไล่ความหมองหม่นในดวงตาของเหลียงฟงได้ทั้งหมด ภาพของยุทธภพที่แซ่ซ้องสรรเสริญนามของ ‘พยัคฆ์หนุ่ม’ ผู้กล้าหาญ เสียงโห่ร้องยินดี ‌เสียงยกย่องชมเชยที่ดังไปทุกหัวระแหง ล้วนเป็นเพียงเสียงสะท้อนที่ว่างเปล่าในหูของเขา

เขายืนนิ่งอยู่หน้าต่างบานนั้น ปล่อยให้สายลมเย็นพัดปะทะใบหน้า ความสำเร็จในการปราบปรามสำนักเมฆามรณะดูเหมือนจะไม่สามารถเติมเต็มช่องว่างในหัวใจของเขาได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งนานวัน เขายิ่งรู้สึกว่าชัยชนะครั้งนี้เป็นเพียงการขยับหมากตัวเล็กๆ ในกระดานหมากกลที่ใหญ่กว่ามาก ความจริงที่ว่าอาจารย์ของเขาต้องสิ้นชีพ ​และสำนักพยัคฆ์ทมิฬต้องล่มสลาย ไม่อาจถูกลบล้างด้วยการปราบปรามสำนักเมฆามรณะซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือของใครบางคนได้เลย ความรู้สึกเช่นนี้กัดกินจิตใจของเหลียงฟงไม่เคยจางหายไปไหน ทุกค่ำคืนภาพใบหน้าของอาจารย์ยังคงชัดเจนในห้วงฝัน เสียงทุ้มลึกที่เคยอบรมสั่งสอนยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท ความอาลัยอาวรณ์และความรู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องสำนักและอาจารย์ได้ในวันนั้นยังคงเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่มิอาจรักษาให้หายได้ง่ายๆ

เหลียงฟงถอนหายใจยาว ความเงียบสงัดในห้องโถงสะท้อนถึงความว่างเปล่าภายในจิตใจ เขาไม่ได้หลงระเริงกับคำสรรเสริญเยินยอเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ‍กลับกัน ยิ่งผู้คนยกย่อง เขายิ่งรู้สึกราวกับว่ากำลังหลอกลวงตัวเองและหลอกลวงยุทธภพ คำว่า ‘พยัคฆ์หนุ่มผู้กล้าหาญ’ นั้นช่างห่างไกลจากความจริงที่เขารู้สึกเหลือเกิน เขารู้ดีว่าตนเองเป็นเพียงเด็กหนุ่มกำพร้าคนหนึ่งที่แบกรับภาระอันหนักอึ้ง ภารกิจที่แท้จริงยังรออยู่เบื้องหน้า ‌และนั่นคือการไขปริศนาที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น การเปิดโปงโฉมหน้าที่แท้จริงของผู้บงการเบื้องหลังทั้งหมด

ขณะที่เหลียงฟงกำลังจมดิ่งในห้วงความคิด สายตาอันคมกริบของบุรุษชราผู้หนึ่งก็จับจ้องมาที่เขา ท่านผู้นั้นคือ กวนอู๋ หัวหน้าสำนักเมฆาเรืองรอง ผู้ซึ่งเป็นสหายเก่าแก่ของอาจารย์เหลียงฟง กวนอู๋มีเส้นผมและเคราขาวโพลน ‍ใบหน้าเปื้อนริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่แววตาของเขากลับเปี่ยมด้วยความเมตตาและหยั่งรู้ ราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปในจิตใจของผู้คนได้ กวนอู๋เดินเข้ามาหาเหลียงฟงอย่างช้าๆ ฝีเท้าของเขานุ่มนวลจนแทบไม่ได้ยินเสียง

“เหลียงฟง เจ้ายังคงจมอยู่กับความทุกข์ระทมหรือ?” กวนอู๋เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แฝงไว้ซึ่งความห่วงใย

เหลียงฟงหันกลับมาเล็กน้อย ​โค้งคำนับให้กวนอู๋อย่างนอบน้อม “คารวะท่านหัวหน้ากวนอู๋ ข้าน้อยมิได้เป็นอะไรมาก เพียงแต่คิดถึงเรื่องราวเก่าๆ เท่านั้นขอรับ”

กวนอู๋เดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ เหลียงฟง พลางทอดสายตาออกไปยังทิวทัศน์เบื้องนอก “ความคิดถึงนั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ​แต่ในดวงตาของเจ้า มิใช่เพียงความคิดถึง หากแต่มีความคับข้องใจแฝงอยู่ด้วย ใช่หรือไม่?”

เหลียงฟงเงียบไปชั่วขณะ ไม่คิดว่ากวนอู๋จะมองทะลุความรู้สึกของเขาได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เขารู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อยที่ได้ระบายความในใจออกมา “ท่านหัวหน้ากวนอู๋ ช่างหยั่งรู้ยิ่งนัก ​ข้าน้อยยอมรับว่ารู้สึกเช่นนั้นขอรับ ชัยชนะครั้งนี้ ถึงแม้จะได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญจากทั่วหล้า ทว่าในใจข้าน้อยกลับรู้สึกว่างเปล่า สำนักเมฆามรณะเป็นเพียงเงา เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกชักใย ข้าน้อยรู้สึกว่ายังมิได้ล้างแค้นให้อาจารย์อย่างแท้จริง ยังมิได้กอบกู้เกียรติยศของสำนักพยัคฆ์ทมิฬอย่างสมบูรณ์”

กวนอู๋พยักหน้าช้าๆ “ข้าเข้าใจเจ้าดี เหลียงฟง การพ่ายแพ้ของสำนักเมฆามรณะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงยังคงซ่อนตัวอยู่ในเงามืด และอาจกำลังวางแผนการที่ชั่วร้ายกว่าเดิมก็เป็นได้” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมความคิด “เจ้าจำคำพูดของอาจารย์เจ้าได้หรือไม่? ‘คมกระบี่พยัคฆ์ทมิฬมิได้มีไว้เพื่อเข่นฆ่า แต่มีไว้เพื่อผดุงคุณธรรมและพิทักษ์ความสงบสุข’ การกระทำของเจ้าในวันนี้ ได้ช่วยยุทธภพให้พ้นจากเงื้อมมือของสำนักเมฆามรณะ ถือเป็นการผดุงคุณธรรมอย่างหนึ่งแล้ว”

“แต่สำนักพยัคฆ์ทมิฬ... อาจารย์ของข้าน้อย...” เสียงของเหลียงฟงแผ่วลง ความเจ็บปวดฉายชัดในดวงตา

“สำนักพยัคฆ์ทมิฬมีความสำคัญยิ่งในอดีต” กวนอู๋กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันมิใช่เพียงสำนัก แต่เป็นสัญลักษณ์ เป็นหลักประกันความสมดุลของยุทธภพ ในยุคสมัยก่อน มีเพียงสำนักพยัคฆ์ทมิฬเท่านั้นที่สามารถยับยั้งพลังอำนาจมืดบางอย่างที่จ้องจะครอบงำโลกยุทธภพได้ การล่มสลายของสำนักเจ้า มิใช่แค่ความสูญเสียของสำนักหนึ่ง แต่เป็นการเปิดช่องให้พลังอำนาจเหล่านั้นกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง”

คำพูดของกวนอู๋ทำให้เหลียงฟงใจเต้นระรัว “พลังอำนาจมืด? ท่านหมายถึงอะไรขอรับ?”

กวนอู๋หันมามองเหลียงฟง ดวงตาของเขาลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความกังวล “ในอดีตกาล มีวิชาต้องห้ามโบราณที่ร้ายกาจยิ่งนัก วิชาเหล่านั้นถูกผนึกไว้โดยปฐมาจารย์แห่งสำนักพยัคฆ์ทมิฬเมื่อหลายร้อยปีก่อน ด้วยวิชาเพลงกระบี่ขั้นสูงสุดที่สืบทอดกันมา เฉพาะตระกูลเหลียงเท่านั้นที่รู้ถึงความลับในการผนึกวิชาเหล่านั้น”

เหลียงฟงตกใจไม่น้อย นี่เป็นข้อมูลที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน “วิชาต้องห้าม? มันคืออะไรกันแน่ขอรับ?”

“ไม่มีใครรู้รายละเอียดมากนัก มีเพียงตำนานเล่าขานว่า มันเป็นวิชาที่สามารถควบคุมจิตใจผู้คน เปลี่ยนผู้บริสุทธิ์ให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหาร หรือแม้กระทั่งดึงพลังจากความมืดมิดมาใช้ วิชานี้ถูกเรียกว่า ‘มารโลหิต’ และมันเป็นวิชาที่ถูกสาปแช่ง มันเคยเกือบจะทำลายยุทธภพมาแล้วครั้งหนึ่ง” กวนอู๋กล่าวเสียงเคร่งขรึม “เหตุใดสำนักพยัคฆ์ทมิฬจึงล่มสลายอย่างกะทันหัน? ข้าเชื่อว่ามิใช่เพียงเพราะความทะเยอทะยานของสำนักเมฆามรณะ แต่เพราะผู้บงการเบื้องหลังต้องการเข้าถึงความลับในการผนึกวิชามารโลหิต หรืออาจถึงขั้นต้องการปลดปล่อยวิชานั้นออกมาอีกครั้ง”

หัวใจของเหลียงฟงแทบหยุดเต้น เมื่อได้ยินคำว่า ‘มารโลหิต’ มันเชื่อมโยงกับความทรงจำเลือนรางที่เขาพยายามนึกให้ออกมาตลอด อาจารย์เคยกล่าวถึงบางสิ่งบางอย่าง แต่ก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อนที่จะบอกความจริงทั้งหมด ทว่าตอนนี้ ข้อมูลที่ได้จากกวนอู๋ก็เริ่มประติดประต่อภาพในหัวของเหลียงฟงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“แล้วใครเล่าคือผู้บงการผู้นั้น?” เหลียงฟงถามด้วยน้ำเสียงเข้มข้น แววตาที่เคยหมองหม่นบัดนี้กลับมาลุกโชนด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น

กวนอู๋ส่ายหน้าช้าๆ “ข้ามิอาจระบุชื่อได้ชัดเจนนัก แต่ข้าเคยได้ยินข่าวลือเมื่อหลายสิบปีก่อน เกี่ยวกับสำนักที่ชื่อว่า ‘เงาโลหิต’ สำนักนี้เป็นปริศนา มีอยู่จริงหรือไม่ก็ไม่มีใครยืนยันได้ ทว่าข่าวลือกล่าวว่าพวกเขาคือผู้สืบทอดวิชามารโลหิต และเคยพยายามจะรื้อฟื้นวิชานั้นขึ้นมา แต่ก็ถูกปราบปรามโดยสำนักพยัคฆ์ทมิฬในยุคก่อนหน้าเจ้า”

“สำนักเงาโลหิต...” เหลียงฟงพึมพำกับตัวเอง ชื่อนี้ราวกับกุญแจที่ไขความลับบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

“ข้ามิได้มีหลักฐานอันใดที่จะชี้ชัดถึงสำนักเงาโลหิตนี้ได้ แต่หากจะสืบสาวเรื่องราวของวิชามารโลหิต ข้าแนะนำให้เจ้าลองไปเยือน ‘หุบเขาพันอักษร’ ที่นั่นมีคัมภีร์โบราณจำนวนมาก อาจมีบันทึกบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิชานี้ หรืออย่างน้อยก็อาจให้เบาะแสเกี่ยวกับต้นกำเนิดของมัน” กวนอู๋กล่าว พลางชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

หลังจากสนทนากับกวนอู๋ เหลียงฟงรู้สึกราวกับมีแสงสว่างส่องเข้ามาในอุโมงค์มืดมิด หัวใจของเขาที่เคยหนักอึ้งบัดนี้กลับมาเปี่ยมด้วยความหวังและความมุ่งมั่นอีกครั้ง เขาโค้งคำนับกวนอู๋อย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณท่านหัวหน้ากวนอู๋เป็นอย่างสูงที่ชี้แนะทางให้ ข้าน้อยจะไม่ละทิ้งภารกิจนี้เป็นอันขาด”

“จงระวังตัวให้มาก เหลียงฟง” กวนอู๋กล่าวเตือน “หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยภยันตราย ผู้ที่กล้าใช้ ‘มารโลหิต’ มิใช่คนธรรมดาแน่นอน”

เหลียงฟงใช้เวลาอีกหลายวันที่สำนักเมฆาเรืองรอง เพื่อฝึกฝนเพลงกระบี่พยัคฆ์ทมิฬอย่างหนักหน่วง เขาพยายามนึกถึงทุกกระบวนท่า ทุกเคล็ดวิชาที่อาจารย์เคยสอน ท่วงท่ากระบี่ของเขาดุดันแต่แฝงไว้ด้วยความพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ เมื่อจิตใจของเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น พลังภายในก็ดูเหมือนจะหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย เขาใช้ความโกรธ ความเศร้า และความมุ่งมั่นทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการฝึกฝน เสียงกระบี่แหวกอากาศดัง ‘วูบ!’ สะท้อนไปทั่วลานฝึก ท่วงท่า ‘พยัคฆ์คำราม’ ‘พยัคฆ์ทะยานฟ้า’ และ ‘พยัคฆ์สะบัดเงา’ ถูกตวัดออกมาอย่างแม่นยำและทรงพลังกว่าที่เคย เขารู้สึกได้ถึงพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงกระบี่ของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ มันมิใช่แค่การโจมตี แต่เป็นการป้องกัน การรวบรวมจิตวิญญาณ และการค้นหาความจริง

ในคืนสุดท้ายที่เขาพักอยู่ที่สำนักเมฆาเรืองรอง เหลียงฟงได้เก็บข้าวของและเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่ไปยังหุบเขาพันอักษร แผนที่เก่าๆ ที่เขาพกติดตัวมาตลอดถูกกางออกบนโต๊ะ แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบไล้แผนที่นั้น เขาไล้นิ้วไปตามเส้นทางที่คาดว่าจะต้องผ่านไปถึงหุบเขาพันอักษร ซึ่งเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างทุรกันดารและห่างไกลจากความเจริญ

ขณะที่เขากำลังพิจารณาแผนที่อยู่นั้น สายลมยามค่ำคืนก็พัดผ่านมาทางหน้าต่าง ทำให้ไฟในห้องสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าไม่ใช่แค่สายลมธรรมดา เหลียงฟงรู้สึกถึงกระแสลมเย็นยะเยือกที่ผิดปกติ มันมิใช่ความเย็นจากธรรมชาติ หากแต่เป็นความเย็นที่แฝงมาด้วยกลิ่นอายของพลังปราณที่ชั่วร้ายบางอย่าง

เขารีบเก็บแผนที่ลง แล้วกวาดสายตาไปรอบห้องอย่างระมัดระวัง แม้จะไม่มีสิ่งผิดปกติปรากฏให้เห็น แต่สัญชาตญาณของนักสู้ที่ฝึกฝนมาอย่างหนักบอกเขาว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ชอบมาพากล

“ใครอยู่ตรงนั้น?” เหลียงฟงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น มือข้างหนึ่งกำด้ามกระบี่ข้างกายแน่น

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งกว่าเดิม ความรู้สึกราวกับถูกจับจ้องจากเงามืดทำให้ขนของเหลียงฟงลุกชันขึ้นมาทันที เขารู้สึกได้ว่าไม่ใช่แค่หนึ่ง แต่มีหลายคน หรือหลายสิ่ง ที่ซ่อนตัวอยู่ในรัตติกาล

ทันใดนั้นเอง แสงสะท้อนจากคมมีดสั้นก็วูบไหวผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา พร้อมกับร่างเงาสองร่างที่พุ่งเข้าจู่โจมจากสองทิศทางพร้อมกัน ความเร็วของพวกมันน่าตกใจจนแทบมองตามไม่ทัน

เหลียงฟงไม่รอช้า ชักกระบี่พยัคฆ์ทมิฬออกจากฝักอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กกระทบเหล็กดัง ‘เคร้ง!’ เมื่อคมกระบี่ของเขาสกัดกั้นมีดสั้นที่พุ่งเป้ามาที่ลำคอได้อย่างหวุดหวิด เขาถอยหลังหนึ่งก้าว พลิกข้อมือตวัดกระบี่ออกไปในท่วงท่า ‘พยัคฆ์แยกเขี้ยว’ บังคับให้ร่างเงาทั้งสองต้องกระโดดหลบไปคนละทาง

แต่ก่อนที่เหลียงฟงจะสามารถตอบโต้ได้เต็มที่ เขากลับรู้สึกได้ถึงพลังปราณเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าหาจากด้านหลังอีกทางหนึ่ง! เขาหันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่มองไม่เห็น พลางพุ่งตัวออกไปข้างหน้าเพื่อหลบหลีกการโจมตีที่คาดไม่ถึง

ตูม!

ผนังห้องด้านหลังเขาที่เคยมีหน้าต่างบานใหญ่ บัดนี้กลับพังทลายลงเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เผยให้เห็นเงามืดทะมึนยามค่ำคืน เบื้องหน้าของเขามีร่างเงาอีกสามร่างปรากฏตัวขึ้น พวกเขาสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกซ่อนไว้ภายใต้ผ้าคลุมที่มิดชิด จนไม่สามารถมองเห็นได้ว่าพวกเขาเป็นใคร แต่กลิ่นอายของพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกเขานั้นช่างชั่วร้ายและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

หนึ่งในร่างเงาที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด ยกมือขึ้นช้าๆ นิ้วชี้ของเขาชี้มายังเหลียงฟง พลางเอ่ยด้วยเสียงที่แหบพร่าราวกับมาจากขุมนรก “ในที่สุด... ก็หาเจ้าเจอ เจ้าหนูพยัคฆ์ทมิฬ”

เหลียงฟงยืนนิ่ง กระบี่ในมือพร้อมที่จะฟาดฟันตลอดเวลา เขาจ้องมองไปยังร่างเงาทั้งห้าที่โอบล้อมเขาไว้ ความรู้สึกตื่นตระหนกแล่นวาบเข้ามาในใจ เพราะเขารู้ดีว่าความแข็งแกร่งของศัตรูเหล่านี้น่าจะไม่ธรรมดา พวกเขามิได้มาเพื่อข่มขู่ แต่มาเพื่อสังหาร

“พวกเจ้าเป็นใคร?” เหลียงฟงถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

ร่างเงาหัวหน้าหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นช่างน่าขนลุก “เราคือผู้ที่จะนำพา ‘มารโลหิต’ กลับคืนสู่ยุทธภพ และเจ้า... คืออุปสรรคที่ต้องถูกกำจัด”

ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างเงาทั้งห้าก็พุ่งเข้ามาหาเหลียงฟงพร้อมกันอีกครั้ง พลังปราณสีดำแผ่ซ่านออกมาจากร่างของพวกเขาราวกับไอหมอกแห่งความตาย เหลียงฟงหลับตาลงชั่วขณะเพื่อรวบรวมสมาธิ เขาเพิ่งได้ยินเรื่องราวของ ‘มารโลหิต’ และ ‘สำนักเงาโลหิต’ มาไม่นาน แต่ตอนนี้มันกลับปรากฏตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว ราวกับโชคชะตาเล่นตลก

เขาตระหนักว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้ธรรมดา และศัตรูเบื้องหน้าก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เขารู้สึกถึงความกดดันที่รุนแรงกว่าการเผชิญหน้ากับสำนักเมฆามรณะหลายเท่า ราวกับว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่แท้จริงของยุทธภพ

และในขณะที่คมกระบี่ของเหลียงฟงกำลังจะปะทะกับพลัง

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พยัคฆ์เงาพยศ

พยัคฆ์เงาพยศ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!