พยัคฆ์เงาพยศ

ตอนที่ 21 — เงามายาครามแห่งสำนักมังกรฟ้า

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

40 ตอน · 1,460 คำ

สายลมเย็นยามสนธยาพัดหอบกลิ่นหอมของดอกราตรีที่เริ่มแย้มบานเคล้ากลิ่นควันธูปจากวัดเก่าแก่เข้ามาในห้องพักเล็กๆ ของโรงเตี๊ยม "บุปผาสวรรค์" ณ เมืองหลงซาน เหลียงฟงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองดูผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนนใหญ่ที่เริ่มเปิดโคมไฟส่องสว่าง เมืองหลงซานเป็นเมืองท่าการค้าขนาดใหญ่ ‌เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงจอแจตลอดวัน แต่ในความวุ่นวายนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นใต้น้ำที่ซ่อนเร้น สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ทมิฬสอดส่ายสำรวจทุกสิ่งรอบตัว ไม่ใช่เพื่อค้นหาอันตรายโดยตรง แต่เพื่อซึมซับข้อมูลและเบาะแสที่อาจเชื่อมโยงไปถึงการล่มสลายของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ

สามวันที่ผ่านมาในเมืองหลงซาน เหลียงฟงได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินสำรวจตลาด ร้านค้า ​โรงน้ำชา และแม้กระทั่งบ่อนพนันใต้ดิน เขาแฝงตัวเป็นนักเดินทางพเนจรผู้เงียบขรึม ไม่แสดงวรยุทธ์ให้ใครเห็น แต่ภายในใจกลับจดจ่อกับการเก็บรวบรวมข่าวสารทุกรูปแบบ ชื่อของสำนักพยัคฆ์ทมิฬนั้นเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนส่วนใหญ่ เหลือไว้เพียงตำนานอันเลือนราง บ้างก็ว่าเป็นสำนักที่ล่มสลายเพราะพิษภายใน ‍บ้างก็ว่าเป็นเพราะอาจารย์สำนักก่อเรื่องใหญ่โตจนถูกทัพธรรมปราบปราม แต่ไม่มีใครสักคนที่จะเอ่ยถึงการตายอันเป็นปริศนาของอาจารย์ใหญ่เหลียงชิงเฟิง หรือการหายไปของวิชาเพลงกระบี่พยัคฆ์ทมิฬอันเลื่องลือ

ทว่า ในคืนที่สามของการพำนัก เขาได้ยินชื่อหนึ่งที่สะกิดใจจากกลุ่มนักเลงโต๊ะข้างๆ ในโรงน้ำชา พวกเขากำลังโอ้อวดถึงความยิ่งใหญ่ของ "สำนักมังกรฟ้า" ‌และการที่สำนักแห่งนี้ได้ผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่สำนักใหญ่แห่งยุทธภพแทนที่ตำแหน่งที่ว่างไป ชื่อของ "จ้าวเหมยอิง" บุตรสาวคนโตของเจ้าสำนักมังกรฟ้าถูกเอ่ยถึงในฐานะอัจฉริยะด้านกระบี่ผู้สืบทอดวิชา "เพลงกระบี่มังกรคราม" ซึ่งว่ากันว่ามีความพลิกแพลงและร้ายกาจไม่แพ้เพลงกระบี่ในตำนานใดๆ

สำนักมังกรฟ้า... เหลียงฟงจดจำชื่อนี้ได้รางๆ จากบันทึกเก่าๆ ‍ของอาจารย์ มันเป็นสำนักที่เคยเป็นมิตรกับสำนักพยัคฆ์ทมิฬในยุคสมัยหนึ่ง แต่ก็มีความบาดหมางเล็กน้อยเมื่อหลายสิบปีก่อน หากแต่ไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาต ทว่าการที่สำนักนี้ผงาดขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งที่ว่างไปอย่างฉับพลันหลังการล่มสลายของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ ก็อดทำให้เขาสงสัยไม่ได้

ในคืนเดียวกันนั้นเอง ขณะที่เขากำลังเดินกลับโรงเตี๊ยม สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับชายฉกรรจ์สองคนที่มีรอยสักรูปมังกรครามที่แขนเสื้อ ​ทั้งสองเดินเข้าออกตรอกเล็กๆ อย่างลับๆ และสายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยแววตาระแวดระวัง เหลียงฟงผู้เติบโตมาในโลกแห่งการต่อสู้และความลับ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ "งานสกปรก" ที่พวกเขากำลังทำอยู่

เขาตัดสินใจสะกดรอยตามอย่างเงียบเชียบ ใช้ทักษะการพรางตัวที่อาจารย์เคยสอน ​ฝึกฝนมาจนชำนาญราวกับเงาที่กลืนไปกับรัตติกาล ชายฉกรรจ์ทั้งสองนำเขาเข้าไปในเขตที่ห่างไกลจากความเจริญของเมือง ยิ่งลึกเข้าไปในตรอกซอกซอยที่มืดมิดและคับแคบ กลิ่นเหม็นอับชื้นและซากปรักหักพังก็ยิ่งคละคลุ้ง ในที่สุด พวกเขาก็หยุดลงที่หน้าประตูเหล็กบานใหญ่ที่ปิดตาย ประตูนั้นดูเก่าแก่และถูกทิ้งร้างมานาน แต่เหลียงฟงเห็นร่องรอยการใช้งานที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ

ก่อนที่เขาจะได้เข้าใกล้ไปมากกว่านี้ ​เสียงพูดคุยที่เล็ดลอดออกมาจากด้านในประตูก็หยุดเขาไว้

"ท่านปรมาจารย์จ้าวสั่งให้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือร่องรอยใดๆ" เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเคร่งเครียด

"แต่ของพวกนั้น... มันมีพลังประหลาดนัก ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องดีที่เราเก็บไว้" อีกเสียงหนึ่งตอบกลับด้วยความกังวล

"เจ้าอย่าได้สงสัยในคำสั่งของปรมาจารย์ เขาต้องการพลังนั้นเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราจะเข้าใจได้"

ปรมาจารย์จ้าว... สำนักมังกรฟ้า... ของที่มีพลังประหลาด... เหลียงฟงพยายามปะติดปะต่อข้อมูลในหัวใจ ความรู้สึกบางอย่างกระตุ้นเตือนเขาว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ใช่แค่ความบาดหมางธรรมดา แต่เป็นบางสิ่งที่ลึกซึ้งและอันตรายยิ่งกว่า

เขาตัดสินใจรอคอยอย่างอดทน เมื่อชายฉกรรจ์ทั้งสองคนจากไปแล้ว เหลียงฟงก็ใช้เพลงเท้าเงาพยัคฆ์เคลื่อนที่เข้าไปใกล้ประตู เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่เล็ดลอดออกมาจากด้านใน พลังงานนั้นคล้ายคลึงกับพลังปราณที่เขาเคยสัมผัสได้จากบันทึกโบราณของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ แต่มันกลับมีความมืดมิดและเย็นยะเยือกกว่ามาก

ด้วยความระมัดระวังสูงสุด เหลียงฟงค่อยๆ ผลักบานประตูเหล็กเข้าไป ภายในห้องมืดมิดที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ ลงมาพอให้เห็นวัตถุประหลาดบางอย่างที่ตั้งวางอยู่กลางห้อง มันคือแท่นบูชาหินโบราณที่แกะสลักลวดลายอันวิจิตรพิสดาร แต่สิ่งที่วางอยู่บนแท่นนั้นต่างหากที่ทำให้หัวใจของเหลียงฟงเต้นระรัว

มันคือ "คัมภีร์อสูรทมิฬ" คัมภีร์ต้องห้ามที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกของสำนักพยัคฆ์ทมิฬว่าเป็นวิชาที่สามารถเปลี่ยนผู้ฝึกให้กลายเป็นอสูรได้ หากไม่ควบคุมให้ดี และมันก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สำนักพยัคฆ์ทมิฬเคยเกือบจะถูกทำลายในอดีต!

คัมภีร์อสูรทมิฬถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีดำที่ดูเก่าแก่ แต่เมื่อเหลียงฟงก้าวเข้าไปใกล้ เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานมืดมิดที่แผ่ออกมาจากมันอย่างชัดเจน มันไม่ใช่แค่คัมภีร์ธรรมดา แต่เป็นวัตถุอาถรรพ์ที่มีชีวิตจิตใจอยู่ในตัว

ขณะที่เขากำลังจ้องมองคัมภีร์ด้วยความตกตะลึง เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เหลียงฟงหันขวับกลับไปในทันที ร่างสูงเพรียวของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงทางเข้า เขาสวมอาภรณ์สีครามเข้ม ใบหน้าคมคายราวกับรูปสลัก ทว่าดวงตากลับฉายแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง ในมือเขากำลังถือกระบี่เล่มหนึ่งที่เปล่งประกายสีครามเรืองรอง

"เจ้าเป็นใคร? บังอาจมาล่วงล้ำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสำนักมังกรฟ้า!" เสียงของเขาเย็นยะเยือกราวกับธารน้ำแข็ง

เหลียงฟงไม่ตอบ เขาจับด้ามกระบี่ที่เอวแน่นขึ้น สัญชาตญาณบอกเขาว่าชายผู้นี้ไม่ธรรมดา พลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาแข็งแกร่งและบริสุทธิ์ยิ่งนัก หากแต่เป็นพลังปราณที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน

"ไม่ตอบงั้นรึ? ดูเหมือนเจ้าจะเป็นพวกชอบสอดรู้สอดเห็นสินะ" ชายผู้นั้นยิ้มเยาะเล็กน้อย "น่าเสียดายที่เจ้าเลือกสถานที่ผิด และคนผิดที่จะมายุ่งด้วย"

พูดจบ ชายผู้นั้นก็ชักกระบี่ออก ก่อเกิดเสียงโลหะเสียดสีอันคมกริบ ปลายกระบี่ของเขาส่องแสงครามวาววับราวกับอัญมณีล้ำค่า ก่อนที่เขาจะตวัดกระบี่ออกไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าฟาด "เพลงกระบี่มังกรคราม... สะบัดหางมังกร!"

กระแสลมกระบี่พุ่งเข้าใส่เหลียงฟงอย่างบ้าคลั่ง มันรวดเร็วจนยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่า เหลียงฟงตอบโต้ด้วยสัญชาตญาณ เขาดึงกระบี่พยัคฆ์ทมิฬออกมาอย่างฉับพลัน พร้อมกับตวัดกระบี่เป็นวงโค้งเพื่อปัดป้องการโจมตีอันรุนแรง

"เพลงกระบี่พยัคฆ์ทมิฬ... เงามรณะ!"

กระบี่ของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเงาดำที่พริ้วไหวราวกับสายลม มันรับการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างพอดิบพอดี แต่แรงปะทะที่ส่งผ่านมายังข้อมือของเขานั้นรุนแรงจนทำให้เขาต้องถอยหลังไปหลายก้าว

"โอ้? เพลงกระบี่ของเจ้าก็ไม่เลวทีเดียว แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เพลงกระบี่ที่คุ้นตาในยุทธภพนี้" ชายผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เย็นชาเริ่มฉายประกายแห่งความสนใจ "น่าสนใจ... งั้นก็ลองรับมือท่าต่อไปของข้าให้ได้!"

คราวนี้ ชายผู้นั้นร่อนกระบี่ขึ้นสู่ฟ้า ร่างของเขาหมุนคว้างกลางอากาศราวกับมังกรที่กำลังทะยานสู่เบื้องบน กระบี่ของเขากลายเป็นสายฟ้าฟาดฟันลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม "เพลงกระบี่มังกรคราม... มังกรเหินพิภพ!"

เพลงกระบี่นี้แตกต่างจากเพลงกระบี่ทั่วไปที่เน้นความเร็วและความแข็งแกร่ง มันแฝงไปด้วยพลังปราณที่บริสุทธิ์และทรงพลังอย่างประหลาด ทำให้การโจมตีแต่ละครั้งมีน้ำหนักและความพลิกแพลงที่ยากจะคาดเดา

เหลียงฟงรู้ดีว่าเขาไม่สามารถประมาทได้แม้แต่วินาทีเดียว เขาสูดลมหายใจลึกๆ พลังปราณพยัคฆ์ทมิฬที่ไหลเวียนอยู่ในกายถูกกระตุ้นขึ้นจนถึงขีดสุด ดวงตาของเขากลายเป็นสีทองเรืองรองราวกับดวงตาของพยัคฆ์ยามค่ำคืน

"เพลงกระบี่พยัคฆ์ทมิฬ... พยัคฆ์คำรนสะท้านฟ้า!"

เขาตวัดกระบี่ออกไปเป็นวงกว้าง เกิดเป็นกระแสลมกระบี่สีดำสนิทที่พุ่งเข้าปะทะกับกระบี่สีครามของอีกฝ่ายอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วห้อง พลังปราณทั้งสองสายปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟฟุ้งกระจายไปทั่ว แรงระเบิดของพลังปราณทำให้ฝุ่นและหยากไย่ที่เกาะอยู่บนผนังปลิวว่อนไปทั่ว

เหลียงฟงรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แขน แต่เขาก็ยังกัดฟันยืนหยัดต่อสู้ ชายผู้นั้นเองก็ไม่คาดคิดว่าเพลงกระบี่ของเหลียงฟงจะสามารถรับมือกับ "มังกรเหินพิภพ" ของเขาได้ เขามีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความตั้งใจที่จะจัดการกับเหลียงฟง

"น่าเสียดายที่เจ้าจะต้องจบลงตรงนี้!" ชายผู้นั้นพุ่งเข้าใส่เหลียงฟงอีกครั้งด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิม กระบี่ของเขากลายเป็นเงาพร่างพรายนับร้อยนับพัน พุ่งเข้าโจมตีจุดตายของเหลียงฟงจากทุกทิศทาง

เหลียงฟงรู้ดีว่าเขาไม่สามารถต่อสู้แบบยืดเยื้อได้ในสถานที่ที่จำกัดเช่นนี้ อีกทั้งเขายังไม่ต้องการเปิดเผยเพลงกระบี่พยัคฆ์ทมิฬทั้งหมดให้ศัตรูรู้ เขาตัดสินใจใช้เคล็ดวิชาที่อาจารย์เคยสอนไว้ในยามคับขัน

"เพลงกระบี่พยัคฆ์ทมิฬ... เงาสังหาร!"

แทนที่จะปะทะ เหลียงฟงกลับเลือกที่จะหลบหลีก ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเงาดำที่พริ้วไหวราวกับสายลม เขาเคลื่อนที่ไปรอบๆ ตัวชายผู้นั้นด้วยความเร็วเหนือแสง หลบหลีกคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาอย่างเฉียดฉิว ก่อนที่จะฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายกำลังพะวงกับการโจมตี พุ่งเข้าประชิดตัวและใช้สันกระบี่ฟาดเข้าที่ท้ายทอยของชายผู้นั้นอย่างรวดเร็ว

ชายผู้นั้นไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างของเขากระตุกเล็กน้อยก่อนที่จะทรุดลงไปกองกับพื้นในทันที กระบี่มังกรครามร่วงหล่นจากมือ ก่อเกิดเสียงดังกระทบพื้น เหลียงฟงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าชายผู้นั้นหมดสติไปแล้วจริงๆ

เขาเดินเข้าไปใกล้ร่างของชายผู้นั้น พลิกตัวเขาขึ้นมาเพื่อดูใบหน้าให้ชัดเจนขึ้น ทันใดนั้น เขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์บนอกเสื้อของชายผู้นั้น มันคือตราสัญลักษณ์รูปมังกรครามที่คุ้นตา... แต่มันกลับมีลวดลายที่ซับซ้อนและงดงามยิ่งกว่าตราสัญลักษณ์ของศิษย์ทั่วไป มันคือตราสัญลักษณ์ของ "จ้าวเหมยอิง" บุตรสาวคนโตของเจ้าสำนักมังกรฟ้า!

ไม่ใช่... ชายผู้นี้ไม่ใช่จ้าวเหมยอิง แต่ใบหน้าของเขา... มันช่างคล้ายคลึงกับภาพวาดของเจ้าสำนักมังกรฟ้าในอดีตที่เขาเคยเห็นในบันทึกเก่าๆ ของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ หรือว่านี่จะเป็น... "จ้าวหลงเฟย" บุตรชายของเจ้าสำนักมังกรฟ้า และเป็นพี่ชายของจ้าวเหมยอิง?

คำพูดที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้ "ท่านปรมาจารย์จ้าวสั่งให้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย" มันหมายถึงปรมาจารย์จ้าวคนไหนกันแน่? เจ้าสำนักมังกรฟ้าคนปัจจุบัน หรือปรมาจารย์จ้าวคนอื่นๆ ที่ทรงอิทธิพลในสำนัก?

เหลียงฟงก้มลงหยิบคัมภีร์อสูรทมิฬที่วางอยู่บนแท่นบูชาขึ้นมาอย่างระมัดระวัง คัมภีร์เล่มนี้มีกลิ่นอายของความมืดมิดและพลังงานประหลาดที่รุนแรง หากอยู่ในมือของคนชั่วร้าย อาจก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ในยุทธภพได้

เขาตัดสินใจที่จะนำคัมภีร์เล่มนี้ติดตัวไปด้วย เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจมันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก่อนที่จะหาทางทำลายมัน หรือผนึกมันไว้ในที่ที่ปลอดภัย

ขณะที่เขากำลังจะจากไป สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นอยู่ข้างกายของจ้าวหลงเฟย มันคือแผนที่เก่าแก่ที่เขียนด้วยหมึกสีแดง และมีจุดวงกลมสีดำขนาดใหญ่หลายจุดกระจายอยู่บนแผนที่ จุดวงกลมเหล่านั้นไม่ใช่สถานที่ทั่วๆ ไป แต่เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่ามีพลังงานลึกลับ หรือเป็นแหล่งพลังปราณที่เข้มข้น และหนึ่งในจุดนั้นก็คือ "หุบเหวพยัคฆ์คำรน" สถานที่ที่สำนักพยัคฆ์ทมิฬเคยใช้เป็นสถานที่ฝึกวิชาลับ!

และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น... บนแผนที่นั้น ยังมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนกำกับไว้ข้างๆ จุดวงกลมแต่ละจุด มันคือชื่อของ "ศิษย์เอก" ของสำนักพยัคฆ์ทมิฬในยุคต่างๆ!

นี่มันหมายความว่าอย่างไร? สำนักมังกรฟ้ากำลังรวบรวมพลังจากสถานที่เหล่านี้ และเชื่อมโยงกับอดีตของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ? และทำไมพวกเขาถึงได้ครอบครองคัมภีร์อสูรทมิฬไว้?

ปริศนาเริ่มคลี่คลายออกทีละน้อย แต่กลับนำมาซึ่งคำถามที่ใหญ่หลวงกว่าเดิม เหลียงฟงกำแผนที่และคัมภีร์ไว้แน่นในมือ หัวใจเต้นระรัวด้วยความมุ่งมั่นและแรงโทสะ เขามองไปที่จ้าวหลงเฟยที่หมดสติอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนที่จะเดินออกจากห้องมืดมิดนั้นไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับเงาที่ไม่มีตัวตน ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและปริศนาที่รอการไขกระจ่าง


หน้านิยาย
หน้านิยาย
พยัคฆ์เงาพยศ

พยัคฆ์เงาพยศ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!