พิภพปริ

ตอนที่ 20 — รุ่งอรุณแห่งการเยียวยา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,030 คำ

แสงแรกยามเช้าทาบทาผืนป่าอีกครั้ง ความอบอุ่นอ่อนโยนแผ่ซ่านกระทบเปลือกตาของนนท์ที่ค่อยๆ กะพริบเปิดรับแสงแห่งวันใหม่ กลิ่นดินชื้นเจือกลิ่นสมุนไพรสดโชยมาตามลมหายใจเข้าออก บาดแผลจากคมกระสุนที่เคยฉีกขาดสะโพกจนทุพพลภาพ บัดนี้กลับมาประสานกันจนเกือบจะสนิท ผิวหนังใหม่สีชมพูเรื่อปรากฏขึ้นแทนที่รอยแผลเป็นสีคล้ำที่เคยน่าหวาดหวั่น ความเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวแทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว ‌เหลือเพียงความรู้สึกตึงรั้งเล็กน้อยยามที่เขาเหยียดขาจนสุด

นนท์ลุกขึ้นนั่งช้าๆ สูดลมหายใจลึกๆ จนเต็มปอด อากาศบริสุทธิ์ในป่าแห่งนี้ช่างบริสุทธิ์จนน่าประหลาดใจ มันไม่ใช่แค่อากาศที่ปราศจากมลพิษ แต่มันมีความรู้สึกบางอย่างเจือปนอยู่ คล้ายพลังงานที่ละเอียดอ่อน ละมุนละไม ​แต่ก็เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เมื่อหายใจเข้าไปทุกอณูของร่างกายก็พลันกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น ดวงตาของเขากะพริบถี่ๆ ปรับโฟกัสไปที่ละอองน้ำค้างบนใบหญ้าที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้า ปกติแล้วสายตาเขาไม่ได้คมชัดถึงเพียงนี้ มันเหมือนมีม่านบางๆ ที่เคยมองไม่เห็นถูกปัดเป่าออกไป ‍เผยให้เห็นรายละเอียดของโลกที่เคยจืดจางให้กลับมาคมชัดราวกับภาพวาด

เขายกมือขึ้นสัมผัสแผลเป็นบนสะโพกอีกครั้ง ความรู้สึกที่นิ้วสัมผัสได้คือความเรียบเนียนของผิวหนังใหม่ที่ไร้ร่องรอย ผิดจากเดิมอย่างสิ้นเชิง นนท์เคยถูกยิงหลายครั้งในชีวิต ทั้งจากการต่อสู้กับคนและสัตว์กลายพันธุ์ เขาคุ้นเคยกับรอยแผลเป็นและความเจ็บปวดที่ฝังลึก แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าร่างกายของเขาได้รับการซ่อมแซมจากภายในสู่ภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบ ‌มันไม่ใช่แค่หายดี แต่เป็นเหมือนการฟื้นฟูที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ เขาลองขยับขา หมุนข้อต่อ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุกส่วน ความตึงรั้งที่เคยมีก็หายไป เหลือเพียงความยืดหยุ่นและความรู้สึกของพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พละกำลังที่เขารู้สึกนั้นไม่ใช่แค่ความแข็งแรงทางกายภาพที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ‍แต่มันคือความรู้สึกของการเชื่อมโยงกับบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า คล้ายกับว่าเขาสามารถรับรู้ถึงชีพจรของผืนป่ารอบตัวได้

ความทรงจำสุดท้ายของเขาก่อนที่จะหมดสติเลือนรางเต็มที เขานึกได้เพียงภาพของป่าที่มืดมิด เสียงกรีดร้องของสัตว์ประหลาด และความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นแปลบไปทั่วร่าง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป ไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปนานแค่ไหน อาจจะหลายวัน ​หรือเป็นสัปดาห์ แต่ไม่ว่าจะนานแค่ไหน บาดแผลฉกรรจ์ขนาดนั้นไม่มีทางหายได้เองโดยไม่ติดเชื้อหรืออักเสบจนตายไปเสียก่อนแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า… มีบางอย่างช่วยเขาไว้ หรือไม่ก็… ร่างกายของเขาเองที่เปลี่ยนไป

นนท์พยายามรื้อฟื้นความทรงจำ แต่ก็คว้าน้ำเหลว ​เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ทรงตัวอย่างมั่นคง ความรู้สึกใหม่นี้มันแปลกประหลาดแต่ก็เป็นธรรมชาติ เขาลองก้าวเดินเบาๆ ไปรอบๆ บริเวณที่เขานอนพัก ความเร็วในการตอบสนองของร่างกายดูจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพียงแค่คิดจะก้าวเท้า ​ร่างกายก็เคลื่อนไหวตามทันทีโดยไม่ติดขัด เขาเดินวนรอบต้นไม้ใหญ่ที่เขานอนพิงอยู่ พุ่มไม้เตี้ยๆ ที่เคยเป็นที่กำบังยังคงสภาพเดิม แต่รอบๆ ตัวเขากลับมีกลิ่นอายบางอย่างที่แปลกไป กลิ่นของสมุนไพรที่รุนแรงขึ้นกว่าปกติ และเหนือสิ่งอื่นใด เขาสังเกตเห็นว่าพืชพันธุ์บางชนิดรอบๆ ตัวเขามีลักษณะที่ผิดแผกออกไปจากพืชป่าทั่วไป

ใบไม้บางชนิดมีสีเขียวเข้มจัดจนเกือบดำ ราวกับดูดซับแสงแดดไว้ทั้งหมด ดอกไม้บางดอกเรืองแสงอ่อนๆ ในร่มเงาไม้แม้จะเป็นตอนกลางวัน และมีเห็ดราขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เต็มโคนต้นไม้ใหญ่ มันมีสีสันฉูดฉาดผิดปกติ และดูราวกับมีชีพจรเต้นระริกอยู่ภายใน นนท์จำได้ว่าเคยอ่านเจอในบันทึกเก่าๆ สมัยก่อนโลกจะล่มสลาย ว่าการกลายพันธุ์ของพืชพรรณมักเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการกลายพันธุ์ของสัตว์ อันเป็นผลพวงจากพลังงานลึกลับที่แผ่ซ่านไปทั่วโลกหลังจากเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ พลังงานนั้นถูกเรียกว่า "เอเทอร์" หรืออะไรทำนองนั้น เขานึกไม่ออกแน่ชัด แต่ความรู้สึกที่ได้รับจากพืชพรรณเหล่านี้มันคล้ายกับพลังงานที่เขาได้รับเมื่อครู่นี้

เขาสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง พลังงานที่ว่านั้นไม่ได้อยู่แค่ในอากาศ แต่ซึมซับอยู่ในทุกอณูของป่าแห่งนี้ นนท์เอื้อมมือไปสัมผัสใบไม้สีเขียวเข้มจัด มันเย็นเฉียบและมีเส้นใยที่แข็งแรงผิดปกติ เมื่อเขาสัมผัส มันก็เหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นเข้าสู่ปลายนิ้ว กระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัวมากขึ้นไปอีก เขาถอยมือออกเล็กน้อย พลังงานนี้เป็นทั้งของขวัญและคำสาปในเวลาเดียวกัน มันทำให้เขามีชีวิตรอด แต่ก็ทำให้เขารู้สึกแปลกแยกจากโลกเก่าที่เคยรู้จักไปโดยสิ้นเชิง

ความหิวเริ่มคืบคลานเข้ามา แต่ก็เป็นความหิวที่แปลกออกไป ไม่ใช่ความหิวโหยที่กัดกินกระเพาะ แต่เป็นความหิวที่ต้องการพลังงานบางอย่างเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายที่ดูจะต้องการการบำรุงที่มากกว่าปกติ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ พยายามใช้ประสาทสัมผัสใหม่ที่ดูจะเฉียบคมขึ้นค้นหาสิ่งที่กินได้ และแล้ว โสตประสาทของเขาก็จับคลื่นเสียงความถี่ต่ำบางอย่างได้ มันไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่าทั่วไป ไม่ใช่เสียงลม หรือเสียงใบไม้เสียดสี แต่มันเป็นเสียงที่คล้ายกับ… เสียงของเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ทำงานอยู่ใต้ผืนดิน มันสั่นสะเทือนเบาๆ จนเขารู้สึกได้ที่ฝ่าเท้า

เสียงนั้นมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ นนท์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สัญชาตญาณบอกให้เขาหลีกเลี่ยงสิ่งที่แปลกประหลาด แต่ความอยากรู้อยากเห็นและความต้องการที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองมันแรงกล้ากว่า เขาตัดสินใจที่จะตามหาแหล่งกำเนิดของเสียงนั้น เขาก้าวเดินไปอย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยความระมัดระวัง แม้จะมั่นใจในพละกำลังใหม่ แต่โลกใบนี้สอนให้เขาไม่ประมาท

ป่าทึบขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้า บดบังแสงอาทิตย์จนแทบมิด แสงสลัวๆ ลอดผ่านกิ่งก้านหนาทึบลงมาเป็นลำแสงริบหรี่ แต่กระนั้นสายตาของนนท์ก็ยังมองเห็นทางได้อย่างชัดเจนในสภาพแสงน้อยๆ นี้ เขามองเห็นรอยเท้าสัตว์กลายพันธุ์ขนาดใหญ่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ รอยเท้าบางรอยมีขนาดเท่าจานข้าว บางรอยมีกรงเล็บแหลมคมน่าเกรงขาม กลิ่นสาบของสัตว์ป่าลอยมาเป็นระยะ แต่เขากลับรู้สึกว่าตัวเองสามารถแยกแยะกลิ่นได้ดีกว่าเดิมมาก แยกได้กระทั่งว่าสัตว์ตัวไหนเป็นตัวผู้ ตัวเมีย หรือมีขนาดใหญ่แค่ไหน

ยิ่งเดินลึกเข้าไป เสียงสะเทือนใต้ดินก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นความรู้สึกที่คล้ายกับว่าผืนดินเองกำลังมีชีวิตและเต้นระริก เขาเริ่มรู้สึกถึงความร้อนบางอย่างที่แผ่ออกมาจากใต้ดินด้วย อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย และพืชพรรณรอบตัวก็ยิ่งแปลกตามากขึ้นไปอีก มีต้นไม้บางต้นที่เรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ ตลอดลำต้น ราวกับมีเส้นเลือดเรืองแสงอยู่ภายใน กลิ่นของแร่ธาตุและดินที่ปนเปื้อนกับกลิ่นหอมหวานของดอกไม้แปลกๆ สร้างบรรยากาศที่เหนือจริง

ผ่านไปอีกชั่วโมงกว่าๆ นนท์ก็มาหยุดอยู่ที่ขอบหน้าผาเล็กๆ แห่งหนึ่ง เบื้องล่างคือหุบเหวลึกที่เต็มไปด้วยหมอกควันจางๆ แต่สายตาของเขามองทะลุหมอกนั้นลงไปเห็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องล่าง มันไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างที่เขาคุ้นเคย ไม่ใช่คอนกรีต ไม่ใช่เหล็ก หรือไม้ แต่มันดูเหมือนกับ… ก้อนผลึกขนาดมหึมาที่ถูกสลักเสลาขึ้นมาอย่างวิจิตรบรรจง ผิวของมันเป็นสีดำอมม่วง สะท้อนแสงสลัวๆ ของป่าราวกับอัญมณีล้ำค่า มีโครงสร้างคล้ายกรงเล็บขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากตัวผลึก โอบอุ้มสิ่งปลูกสร้างเอาไว้ ราวกับมันกำลังเติบโตออกมาจากหุบเหวแห่งนั้นโดยธรรมชาติ

จากมุมที่นนท์ยืนอยู่ เขามองเห็นว่ามีรอยแยกขนาดใหญ่บนพื้นดินรอบๆ สิ่งปลูกสร้างนั้น คล้ายกับว่ามันผุดขึ้นมาจากใต้โลก แรงสั่นสะเทือนและเสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่คงมาจากโครงสร้างนี้เอง และบางที พลังงานที่แผ่ซ่านอยู่ในป่าแห่งนี้ก็อาจมีต้นกำเนิดมาจากที่นี่ด้วยเช่นกัน

นนท์คลานเข้าไปใกล้ขอบหน้าผามากขึ้น ระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง เขาพยายามจับจ้องมองหาสัญญาณของชีวิต หรือสิ่งผิดปกติอื่นๆ และแล้วเขาก็เห็น… เงาตะคุ่มๆ ของผู้คนกลุ่มหนึ่ง พวกเขาสวมชุดคลุมสีเข้มมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าของพวกเขาถูกบดบังด้วยหมวกคลุมที่กว้างใหญ่จนมองไม่เห็นรายละเอียด พวกเขากำลังยืนรวมกลุ่มกันอยู่หน้าทางเข้าที่เปิดอ้าของสิ่งปลูกสร้างผลึกนั้น ดูเหมือนกำลังทำพิธีกรรมบางอย่าง เพราะมีเปลวไฟสีม่วงอ่อนๆ ลอยวนอยู่รอบตัวพวกเขา และมีเสียงสวดอ้อนวอนต่ำๆ ดังแว่วขึ้นมาตามลม แม้จะอยู่ไกล แต่นนท์ก็สามารถจับใจความได้รางๆ ว่าพวกเขากำลังกล่าวถึง "ผู้ฟื้นคืนชีพ" และ "พลังงานแห่งพิภพ"

เขาขมวดคิ้วแน่น "ผู้ฟื้นคืนชีพ" หรือ? นั่นหมายถึงใคร? ตัวเขาเองที่ฟื้นจากความตายอย่างปาฏิหาริย์ หรือหมายถึงบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น?

ระหว่างที่นนท์กำลังใช้ความคิดอยู่นั้น ก็มีบางอย่างดึงดูดความสนใจของเขาอีกครั้ง ที่กลางกลุ่มของคน

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พิภพปริ

พิภพปริ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!