หลังจากผ่านการต่อสู้กับสัตว์กลายพันธุ์ นนท์รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป เขามีสติมากขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น และพร้อมที่จะรับมือกับอันตรายทุกรูปแบบ เขาตระหนักว่าการหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดอีกต่อไป เขาต้องเคลื่อนไหว ต้องเดินทาง ต้องแสวงหาที่ที่ดีกว่านี้
เขาเริ่มเดินทางอีกครั้งในรุ่งเช้าของวันถัดมา เป้าหมายของเขาคือการหาพื้นที่ที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของหายนะ ห่างไกลจากตึกสูงที่อาจถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ เขาเดินตามแนวถนนที่ยังพอมีเค้าโครงเดิมอยู่บ้าง แม้ว่าจะเต็มไปด้วยรอยแยกและซากปรักหักพังก็ตาม
ระหว่างทาง นนท์พบเห็นสิ่งแปลกประหลาดมากมาย ต้นไม้ที่เคยยืนต้นอย่างมั่นคงถูกถอนรากถอนโคน ดินแดนบางส่วนถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านหนาจนกลายเป็นทะเลทรายสีดำ พืชพรรณบางชนิดเริ่มกลายพันธุ์ แตกหน่อออกมาจากรอยแยกของคอนกรีต มีรูปร่างประหลาด และบางชนิดก็มีสีสันฉูดฉาดจนน่ากลัว เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในโลกที่ไม่ใช่โลกใบเดิมอีกต่อไป
เขาเดินทางไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงบ่าย แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมาได้เพียงริบหรี่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูมืดสลัวตลอดเวลา นนท์เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า เขาตัดสินใจจะหาที่พักชั่วคราว ก่อนที่ความมืดมิดจะเข้ามาปกคลุมอย่างสมบูรณ์
ขณะที่เขากำลังสำรวจอาคารร้างแห่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะยังคงสภาพดีอยู่บ้าง เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของลม ไม่ใช่เสียงของซากปรักหักพังที่ถล่ม แต่มันเป็นเสียงของมนุษย์ เสียงที่เลือนรางแต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้หัวใจของนนท์เต้นแรง
นนท์หยุดชะงัก เขานอนราบลงกับพื้น พยายามฟังเสียงนั้นอย่างตั้งใจ เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงผู้ชายที่กำลังพูดคุยกันเบาๆ นนท์รู้สึกถึงความหวังที่ริบหรี่ แต่ก็อดระแวงไม่ได้ หลังจากสิ่งที่เขาได้เห็นในวันแรกๆ ของหายนะ ความดีงามของมนุษย์อาจจะไม่มีอยู่จริงอีกต่อไปแล้ว
เขาคลานไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ซ่อนตัวอยู่ตามซากปรักหักพังและกำแพงที่พังทลาย เสียงนั้นดังมาจากอาคารอีกหลังหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก นนท์ค่อยๆ แง้มมองผ่านช่องว่างของกำแพงที่แตกร้าว แล้วเขาก็เห็นกลุ่มคนสามสี่คนกำลังก่อกองไฟเล็กๆ อยู่กลางห้องโถงที่มืดมิด พวกเขามีรูปร่างผอมโซ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เก่าและขาดรุ่งริ่ง และมีอาวุธอยู่ในมือทุกคน
นนท์สังเกตการณ์พวกเขาจากระยะไกล พวกเขากำลังกินอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนเนื้อสัตว์ที่ไม่แน่ใจว่าคืออะไร กลุ่มคนเหล่านั้นดูเงียบขรึมและหวาดระแวง พวกเขาหันซ้ายแลขวาอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับกลัวว่าจะมีใครมาแย่งชิงสิ่งที่พวกเขามี
นนท์คิดจะเข้าไปหาพวกเขา แต่สัญชาตญาณกลับบอกให้ระวัง เขารู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดของกลุ่มคนเหล่านั้น พวกเขาไม่ได้ดูเป็นมิตรเท่าไรนัก อาวุธที่อยู่ในมือของพวกเขาก็ดูเหมือนจะถูกเตรียมไว้เพื่อป้องกันตัวจากมนุษย์ด้วยกันเองมากกว่าสัตว์กลายพันธุ์
ขณะที่นนท์กำลังพิจารณาว่าจะทำอย่างไรดี เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ จากด้านหลัง นนท์หันขวับอย่างรวดเร็ว มือคว้าเศษเหล็กที่พกมาไว้แน่น เขาเห็นเงาร่างคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขา ห่างออกไปไม่กี่เมตร เงาของบุคคลผู้นั้นยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
"จะไปไหน?" เสียงนั้นดังขึ้นเบาๆ เป็นเสียงผู้ชายที่ดูแหบแห้งและเต็มไปด้วยความเย็นชา นนท์รู้สึกว่าหัวใจของเขาหล่นวูบ ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะ เขาถูกจับได้แล้ว
ชายคนนั้นเดินออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูผอมตอบและดวงตาที่ว่างเปล่า เขาสวมเสื้อผ้าที่เก่าและเปื้อนคราบสกปรก มือของเขากำมีดเล่มใหญ่อยู่แน่น ชายคนนั้นมองสำรวจนนท์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
นนท์ไม่ตอบอะไร เขาพยายามประเมินสถานการณ์ ชายคนนี้มาคนเดียว แต่ถ้าเขาส่งเสียงดัง กลุ่มคนที่อยู่ด้านในก็จะรู้ตัวทันที นนท์พยายามหาทางหนี เขาเหลือบมองไปรอบๆ เพื่อหาสิ่งที่จะใช้เป็นอาวุธหรือทางหลบหนี
"มากับพวกฉัน" ชายคนนั้นพูดขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความเด็ดขาด "อย่าคิดหนี"
นนท์รู้ว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น เขาพยักหน้าอย่างช้าๆ ยอมเดินตามชายคนนั้นไปอย่างจำใจ เขาไม่รู้ว่าอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร จะต้องเจออะไรบ้าง แต่เขารู้ว่าการเข้าหาผู้คนในโลกใบใหม่นี้มันไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
เมื่อนนท์เดินเข้าไปในห้องโถง กลุ่มคนอีกสามคนก็เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่สงสัยและหวาดระแวง หนึ่งในนั้นเป็นหญิงสาวที่ดูผอมโซแต่มีแววตาที่เฉียบคม เธอถือท่อนไม้ที่มีตะปูตอกติดอยู่ ปลายแหลมของมันชี้มาทางนนท์อย่างคุกคาม
ผู้นำกลุ่ม เป็นชายร่างใหญ่แต่ผอมแห้ง หน้าตาดูดุร้าย เขากำลังย่างเนื้อบางอย่างอยู่บนกองไฟ ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองนนท์ ดวงตาของเขาดูว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความระแวง
"มีอะไรติดตัวมาบ้าง?" ผู้นำกลุ่มถามด้วยน้ำเสียงห้าว นนท์รู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้สนใจว่าเขาจะเป็นอย่างไร แต่สนใจเพียงแค่สิ่งที่เขามี
นนท์ถอดเป้ออกแล้ววางลงบนพื้น เขาเหลือบมองไปที่อาหารกระป๋องที่ยังเหลืออยู่ไม่กี่กระป๋อง พวกเขาจ้องมองเป้ของเขาด้วยสายตาที่โลภโมโทสัน
"เอามาทั้งหมด" ผู้นำกลุ่มสั่ง นนท์รู้ว่าเขาไม่มีทางเลือก เขาค่อยๆ เปิดเป้แล้วหยิบอาหารที่เหลืออยู่ออกมาวางลงบนพื้น
กลุ่มคนเหล่านั้นกรูเข้ามาหยิบอาหารของนนท์ไปอย่างรวดเร็ว พวกเขากินอย่างตะกละตะกลาม ไม่สนใจนนท์อีกต่อไป นนท์รู้สึกเจ็บปวดที่ต้องเสียอาหารไป แต่เขาก็โล่งใจที่พวกเขายังไม่ได้ทำร้ายเขา
ในคืนนั้น นนท์นั่งอยู่ห่างๆ จากกองไฟของพวกเขา เขามองดูเปลวไฟที่ริบหรี่ สภาพแวดล้อมที่มืดมิดทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย เขาเหลือบมองไปที่หญิงสาวคนนั้นเป็นครั้งคราว แววตาของเธอไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นศัตรูเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ได้เป็นมิตรเช่นกัน
นนท์รู้ว่าเขาไม่สามารถอยู่กับคนกลุ่มนี้ได้นาน เขาต้องหาทางหนี ต้องหาทางเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง เขาจะต้องปลุกสัญชาตญาณดิบที่ซ่อนเร้นออกมาให้มากกว่านี้ เพื่อเผชิญหน้ากับความมืดมิดในจิตใจของมนุษย์ด้วยกันเอง และในโลกที่กลายเป็นนรกบนดินใบนี้

พิภพปริ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก