นนท์และพราวกลับมาที่ห้องพักของพวกเขาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ ความหวังที่เคยมีจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสิ้นหวังและความโกรธแค้น
“เราต้องหนี” นนท์พูดขึ้น “ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม”
พราวพยักหน้า เธอเห็นด้วย “แต่จะหนียังไง ยามเยอะมาก”
พวกเขาใช้เวลาหลายวันในการวางแผนการหลบหนี พวกเขาพยายามสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของยาม และหาช่องโหว่ในระบบรักษาความปลอดภัยของป้อมปราการ พวกเขาพบว่ายามจะเปลี่ยนเวรกันทุกๆ หกชั่วโมง และในช่วงเวลาเปลี่ยนเวรนั้น จะมีช่วงเวลาสั้นๆ ที่ยามจะสลับตำแหน่งกัน ซึ่งอาจเป็นโอกาสให้พวกเขาหลบหนีออกไปได้
ขณะที่พวกเขากำลังวางแผนอยู่นั้น นนท์ก็สังเกตเห็นว่าผู้คนในชุมชนนี้บางคนก็ดูเหมือนจะไม่มีความสุขเช่นกัน พวกเขามีใบหน้าที่ดูเศร้าหมองและดวงตาที่ว่างเปล่า นนท์คิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะอยากหนีเหมือนกัน
“บางทีเราอาจจะต้องการความช่วยเหลือ” นนท์บอกพราว
พราวพยักหน้า “แต่เราจะเชื่อใจใครได้บ้าง”
พวกเขาตัดสินใจที่จะลองคุยกับผู้คนบางคนอย่างระมัดระวัง นนท์เข้าไปคุยกับชายคนหนึ่งที่เคยทำงานในเหมืองแร่ เขาชื่อลุงสิทธิ์ ลุงสิทธิ์มีใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าและดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ลุงอยากหนีไปจากที่นี่ไหมครับ?” นนท์ถามด้วยความลังเล
ลุงสิทธิ์เงยหน้าขึ้นมองนนท์ ดวงตาของเขาดูตกใจ “แกพูดอะไรน่ะ?”
“ผมรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ดี” นนท์บอก “ผมอยากจะหนีไปจากที่นี่ และผมคิดว่าลุงก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน”
ลุงสิทธิ์มองนนท์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว “ฉันแก่แล้ว ฉันไม่มีแรงจะหนีไปไหนได้หรอก”
“ผมจะช่วยลุง” นนท์บอก “เราจะช่วยกัน”
ลุงสิทธิ์มองนนท์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง เขาพยักหน้าอย่างช้าๆ “ฉันจะช่วยพวกแกเท่าที่ฉันทำได้”
นนท์และพราวเริ่มรวมกลุ่มกับผู้คนที่ต้องการหนี พวกเขามีจำนวนไม่มากนัก แต่ทุกคนก็มีความมุ่งมั่นที่จะหลบหนีไปจากกรงขังแห่งนี้
ในคืนที่กำหนดไว้สำหรับการหลบหนี พวกเขารวมตัวกันที่จุดนัดพบที่ตกลงกันไว้ ลุงสิทธิ์นำทางพวกเขาไปยังจุดที่ระบบรักษาความปลอดภัยไม่เข้มงวดที่สุด ซึ่งเป็นช่องทางลับที่เขาเคยใช้เมื่อครั้งยังเป็นยาม
“เรามีเวลาไม่มาก” ลุงสิทธิ์บอก “ต้องรีบไป”
พวกเขาค่อยๆ คลานผ่านช่องทางลับนั้นอย่างเงียบกริบ เสียงลมหายใจของทุกคนดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัว นนท์รู้สึกถึงความตื่นเต้นและความหวาดกลัวที่ผสมปนเปกันไป
แต่แล้ว ทันใดนั้นก็มีเสียงสัญญาณเตือนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วป้อมปราการ
“ถูกจับได้แล้ว!” พราวตะโกน
ยามจำนวนมากวิ่งกรูกันเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง พวกเขาเล็งปืนมาที่นนท์และกลุ่มผู้หนี
“หยุด!” ยามคนหนึ่งตะโกน “ใครขัดขืนจะถูกยิงทิ้ง!”
นนท์รู้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก เขาต้องสู้ เขาหันไปมองพราวและคนอื่นๆ ทุกคนมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอด
“สู้!” นนท์ตะโกน เขาคว้าท่อนเหล็กที่พกติดตัวมาไว้แน่น แล้วพุ่งตัวเข้าหายามคนแรกอย่างไม่คิดชีวิต
การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างดุเดือด นนท์ใช้ทักษะการต่อสู้ที่เขาได้เรียนรู้มาทั้งหมด เขาต่อสู้กับยามทีละคน พราวใช้ธนูของเธอคอยสนับสนุนจากด้านหลัง ลุงสิทธิ์และคนอื่นๆ ก็พยายามต่อสู้ด้วยข้าวของที่หาได้
แต่ยามมีจำนวนมากและมีอาวุธที่เหนือกว่า นนท์และกลุ่มผู้หนีเริ่มเสียเปรียบ หลายคนได้รับบาดเจ็บ ลุงสิทธิ์ถูกยามจับตัวไว้
“ปล่อยลุง!” นนท์ตะโกน เขารีบเข้าไปช่วยลุงสิทธิ์ แต่ก็ถูกยามอีกคนหนึ่งเข้ามาขวางไว้
ทันใดนั้น ท่านผู้นำก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินออกมาจากเงามืดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“พวกแกกล้าดียังไงถึงคิดจะหนีไปจากฉัน!” ท่านผู้นำตะโกน “พวกแกจะต้องชดใช้!”
ท่านผู้นำสั่งให้ยามจับตัวนนท์และพราวไว้ นนท์พยายามต่อสู้ แต่เขาก็ถูกยามจำนวนมากล้อมไว้ เขาถูกจับตัวไว้แน่น เขามองไปที่พราว เธอก็ถูกจับตัวไว้เช่นกัน
“ปล่อยพวกเราไป!” พราวตะโกน
ท่านผู้นำเดินเข้ามาหานนท์และพราว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย
“พวกแกคิดว่าจะหนีฉันพ้นเหรอ?” ท่านผู้นำพูด “ไม่มีใครหนีฉันพ้นหรอก!”
นนท์รู้สึกถึงความสิ้นหวังที่กัดกินจิตใจ เขารู้ว่าพวกเขาอาจจะไม่มีทางรอดแล้วในครั้งนี้ แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เสียงบางอย่างก็กระซิบว่าเขาจะต้องไม่ยอมแพ้
เขามองไปที่พราว แววตาของเธอบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอด นนท์รู้ว่าเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพราวและคนอื่นๆ
ทันใดนั้น นนท์ก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่พลุ่งพล่านขึ้นมาจากภายในร่างกายของเขา มันเป็นสัญชาตญาณดิบที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่ เขาใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่กระชากแขนออกจากยาม แล้วพุ่งตัวเข้าหาท่านผู้นำอย่างรวดเร็ว
ยามและท่านผู้นำต่างก็ตกใจกับการกระทำของนนท์ เขาไม่เคยคิดว่านนท์จะกล้าต่อสู้กับเขา
“แกจะทำอะไร!” ท่านผู้นำตะโกน
นนท์ไม่ตอบอะไร เขาใช้ท่อนเหล็กที่ยังคงอยู่ในมือฟาดเข้าใส่ท่านผู้นำเต็มแรง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ท่านผู้นำล้มลงไปกับพื้นอย่างแรง
ยามคนอื่นๆ พุ่งเข้ามาโจมตีนนท์ แต่เขาก็ต่อสู้กับพวกมันอย่างบ้าคลั่ง พราวและคนอื่นๆ ก็เริ่มต่อสู้กลับเช่นกัน การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด นนท์รู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาก เขาสามารถต่อสู้กับยามได้หลายคนพร้อมกัน
ในที่สุด นนท์ก็สามารถโค่นยามลงไปได้หลายคน ท่านผู้นำพยายามจะลุกขึ้น แต่เขาก็ได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก
“พวกแกจะต้องไม่รอด!” ท่านผู้นำตะโกน
นนท์ไม่สนใจคำพูดของท่านผู้นำ เขาหันไปมองพราวและคนอื่นๆ ทุกคนได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
“ไปกันเถอะ!” นนท์ตะโกน “เราต้องหนีออกจากที่นี่!”
พวกเขาเร่งรีบวิ่งไปยังช่องทางลับที่ลุงสิทธิ์เคยบอกไว้ ยามที่เหลือพยายามวิ่งตามมา แต่ก็ถูกนนท์และพราวขวางไว้
เมื่อวิ่งออกมาจากช่องทางลับ พวกเขาก็พบว่าตัวเองอยู่ด้านนอกกำแพงป้อมปราการแล้ว นนท์และพราวหันกลับไปมองป้อมปราการที่เต็มไปด้วยเปลวไฟและเสียงปืน ที่เคยเป็นกรงขังแห่งความหวัง บัดนี้ได้กลายเป็นเงาปริแตกที่กำลังจะพังทลายลงมา
นนท์และพราววิ่งหนีไปในความมืดมิด พวกเขารู้ว่าการเดินทางยังอีกยาวไกล และอันตรายยังรออยู่ข้างหน้าอีกมากมาย แต่พวกเขาก็ไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว พวกเขาได้ปลุกสัญชาตญาณดิบที่ซ่อนเร้นออกมาอย่างเต็มที่ และพวกเขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับโลกที่โหดร้ายใบนี้

พิภพปริ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก