ลมหนาวยะเยือกโหมกระหน่ำราวคมมีด เฉือนแทงเข้าสู่กระดูกสันหลังทุกขณะที่หน่วยเงามัจจุราชเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ท่ามกลางทุ่งน้ำแข็งไร้จุดสิ้นสุดที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตาภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวง อุณหภูมิที่ติดลบกว่ายี่สิบองศาเซลเซียสไม่อาจลดทอนความมุ่งมั่นในดวงตาของพวกเขาได้ แม้เปลือกตาจะหนักอึ้งด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนานและสภาพอากาศที่โหดร้าย แต่ใจของพวกเขากลับเร่าร้อนด้วยเพลิงแห่งภารกิจ
ผู้พันอัสนี ผู้นำหน่วย ผู้มีใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยร่องรอยประสบการณ์จากการรบอันโชกโชน กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง มือหนาข้างหนึ่งกุมปืนไรเฟิลจู่โจมที่ติดตั้งอุปกรณ์เก็บเสียงและกล้องจับความร้อนไว้อย่างมั่นคง ในขณะที่มืออีกข้างทำสัญญาณให้ทุกคนหยุด “พักห้านาที” เสียงทุ้มต่ำของเขาแหวกผ่านเสียงหอนของกระแสลมไปถึงลูกทีมแต่ละคน “ตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อม”
หิน ชายร่างยักษ์ผู้แบกสัมภาระหนักอึ้งที่สุดบนแผ่นหลัง กำยำราวกับหินผาที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาภูผา ปลดเป้ออกอย่างช้าๆ ไออุ่นจากร่างกายระเหยเป็นไอน้ำสีขาวจางๆ ในอากาศเย็นจัด เขาหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาตรวจสอบความถี่ พร้อมกับตรวจสอบลูกกระสุนในแมกกาซีนของปืนกลหนักคู่ใจที่วางพาดอยู่บนบ่าอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความนิ่งสงบ ทว่าแววตาคมกริบของเขากลับสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างไม่วางตา
นิล ผู้เชี่ยวชาญด้านการแทรกซึมและการจู่โจมระยะประชิด ผู้มีรูปร่างโปร่งบางราวกับเงา แต่แฝงไว้ด้วยพละกำลังและความว่องไวที่น่าทึ่ง กำลังใช้มีดสั้นลับคมกริบที่ซ่อนอยู่ในปลอกแขนข้างซ้าย กรีดก้อนน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตามขอบหน้ากากป้องกันความหนาวของเธอออกอย่างเบามือ ผมยาวสีรัตติกาลถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อยภายใต้หมวกไหมพรมหนา ใบหน้าที่แทบจะมองไม่เห็นภายใต้หน้ากากและแว่นตากันลม แต่ดวงตาของเธอกลับฉายแววเย็นชาและเด็ดเดี่ยว “ไม่มีร่องรอยการเคลื่อนไหวของศัตรูในรัศมีสามกิโลเมตร” เธอรายงานเสียงเรียบหลังจากตรวจสอบเครื่องตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ติดตั้งไว้บนข้อมือ
เมฆา ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและระบบสื่อสารของหน่วย ผู้มีแว่นตากรอบหนาประดับอยู่บนใบหน้าคล้ำแดด กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจสอบหน้าจอแท็บเล็ตที่เรืองแสงจางๆ ภายใต้ผ้าคลุมกันแสง “สัญญาณรบกวนยังคงหนาแน่นครับผู้พัน แต่ผมได้ทำการปรับจูนคลื่นความถี่ให้สามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมได้แล้วชั่วคราว” เขากระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่น “ข้อมูลล่าสุดจากดาวเทียมระบุว่า ศูนย์วิจัยอาร์คานัม 7 อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออีกประมาณสิบกิโลเมตรครับ”
นภา แพทย์สนามประจำหน่วย ผู้มีท่าทีสงบและอ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความเข้มแข็งราวกับหินผา กำลังตรวจสอบสภาพร่างกายของเพื่อนร่วมทีมแต่ละคนอย่างละเอียด เธอใช้มือแตะที่ไหล่ของหินเบาๆ “คุณหิน เหนื่อยมากไหมคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใย เธอหยิบขวดน้ำอุ่นผสมเกลือแร่ยื่นให้ “จิบน้ำหน่อยนะคะ ร่างกายจะได้ไม่ขาดน้ำ” หินพยักหน้าเล็กน้อยรับน้ำจากเธอไปดื่ม ส่วนนภาก็หันไปตรวจสอบนิลและเมฆาต่อ
“สิบกิโลเมตร” ผู้พันอัสนีพึมพำกับตัวเอง “ดูเหมือนเราจะต้องเร่งฝีเท้าขึ้นอีก” เขาเงยหน้ามองไปยังทิศทางที่เมฆาชี้ให้เห็น มีเพียงความมืดมิดและพายุหิมะที่กวัดแกว่งไปมาเท่านั้นที่ปรากฏให้เห็น แต่ในจินตนาการของเขา เขาสามารถเห็นภาพของศูนย์วิจัยลับแห่งนั้นได้อย่างชัดเจน “ภารกิจของเราคือการแทรกซึมเข้าไปในศูนย์วิจัยอาร์คานัม 7 เพื่อค้นหาและกู้คืน 'รหัสดับตะวัน' ก่อนที่มันจะถูกเปิดใช้งาน” ผู้พันอัสนีเอ่ยย้ำเตือนภารกิจสำคัญอีกครั้ง เพื่อปลุกเร้าจิตใจของลูกทีม “ทุกชีวิตบนโลกนี้เป็นเดิมพัน”
การเคลื่อนที่ของหน่วยเงามัจจุราชเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พวกเขาเคลื่อนไหวราวกับเงา ตามรอยเท้าของผู้พันอัสนีที่นำทางไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนผืนน้ำแข็งที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากรองเท้าบูทที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อการนี้ ราวกับว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิดและหิมะที่โหมกระหน่ำ
ผ่านไปราวสองชั่วโมง แสงไฟสลัวๆ จากระยะไกลเริ่มปรากฏขึ้นให้เห็นเป็นจุดเล็กๆ ท่ามกลางพายุหิมะที่เริ่มเบาบางลง เมฆาใช้กล้องส่องทางไกลพลังงานสูงส่องไปยังจุดนั้น “นั่นไงครับผู้พัน ศูนย์วิจัยอาร์คานัม 7” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเล็กน้อย
เมื่อเข้าใกล้ขึ้น ภาพของศูนย์วิจัยก็ปรากฏชัดเจนขึ้น มันเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นจากเหล็กและคอนกรีต เสริมด้วยชั้นหินหนา ดูแข็งแกร่งราวกับป้อมปราการยุคโบราณ ทว่ากลับมีกลิ่นอายของเทคโนโลยีล้ำสมัยแฝงอยู่โดยรอบ ตัวอาคารบางส่วนจมอยู่ใต้ผืนน้ำแข็ง ดูเหมือนจะมีการก่อสร้างเพิ่มเติมลงไปใต้ดินอย่างลึกซึ้ง มีหอคอยสูงตระหง่านหลายแห่งพร้อมไฟสปอตไลต์ที่สาดส่องไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน นอกจากนี้ยังมีกล้องวงจรปิดแบบอินฟราเรดติดตั้งอยู่ทั่วทุกมุม และที่สำคัญที่สุดคือรั้วไฟฟ้าแรงสูงที่ล้อมรอบอาคารทั้งหมด
“ระบบป้องกันภัยหนาแน่นกว่าที่คาดไว้” ผู้พันอัสนีพึมพำ “เมฆา สแกนหาจุดอ่อนของระบบป้องกันภายนอกให้ละเอียดที่สุด”
เมฆากดปุ่มบนแท็บเล็ตอย่างรวดเร็ว หน้าจอแสดงผลเป็นภาพกราฟิกสามมิติของศูนย์วิจัย พร้อมกับเส้นสายสีแดงและเขียวที่วิ่งไปมา “กำลังสแกนครับผู้พัน... ระบบรั้วไฟฟ้ามีกำลังส่งสูงมาก ไม่สามารถตัดได้โดยตรงโดยไม่ทำให้เกิดสัญญาณเตือน... กล้องวงจรปิดมีระบบเซ็นเซอร์ความร้อนและระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวขั้นสูง... แต่ผมพบจุดบอดเล็กๆ ที่มุมอาคารด้านทิศเหนือครับ ตรงนั้นเป็นบริเวณที่ลมพายุพัดแรงที่สุด ทำให้เกิดการรบกวนสัญญาณของกล้องวงจรปิดเป็นระยะๆ และมีพื้นที่อับสายตาจากไฟสปอตไลต์ประมาณสามสิบวินาทีทุกๆ สองนาทีครับ”
“สามสิบวินาที” ผู้พันอัสนีทวนคำ “พอที่จะให้เราเข้าไปได้” เขาหันไปมองนิล “นิล เธอเตรียมอุปกรณ์สำหรับปีนป่ายและตัดลวด”
นิลพยักหน้า เธอเตรียมเชือกพิเศษที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ที่มีความแข็งแรงสูงแต่มีน้ำหนักเบา พร้อมกับคีมตัดลวดที่ทำจากโลหะผสมชนิดพิเศษที่สามารถตัดลวดเหล็กหนาได้ราวกับตัดกระดาษ
“หิน เธอเตรียมระเบิดควันและระเบิดแสงไว้ หากจำเป็นต้องเบี่ยงเบนความสนใจ” ผู้พันอัสนีสั่งต่อ หินพยักหน้ารับคำ “นภา เตรียมชุดปฐมพยาบาลให้พร้อมเสมอ” นภาตอบรับด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
ผู้พันอัสนีมองไปยังศูนย์วิจัยที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “แผนของเราคือการแทรกซึมผ่านจุดบอดด้านทิศเหนือ นิลจะนำหน้าในการตัดรั้วและปีนป่าย หินจะคอยคุ้มกันจากระยะไกล เมฆาจะคอยให้ข้อมูลและหาช่องว่างในการเจาะระบบ ส่วนนภาจะคอยสนับสนุนและเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ผมจะตามนิลเข้าไปเป็นคนที่สอง”
เมื่อเมฆาแจ้งว่าถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม นิลก็เคลื่อนที่ราวกับเงา เธอหลบเลี่ยงแสงสปอตไลต์ที่กวาดไปมา และใช้ประโยชน์จากลมพายุที่พัดโหมกระหน่ำเพื่อพรางตัวจากสายตาของกล้องวงจรปิด เธอไปถึงรั้วไฟฟ้าอย่างรวดเร็วและตรวจสอบโครงสร้างของมันอย่างละเอียด ก่อนที่จะใช้คีมตัดลวดตัดลวดไฟฟ้าออกอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ ราวกับแพทย์ผ่าตัดที่กำลังทำการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อนที่สุด
“เรียบร้อย” เสียงของนิลดังขึ้นในหูฟังของทุกคน รั้วไฟฟ้าที่เคยเป็นกำแพงที่แข็งแกร่ง บัดนี้ได้ถูกเปิดช่องออกอย่างเงียบงัน
ผู้พันอัสนีเป็นคนแรกที่ตามนิลเข้าไป เขาเคลื่อนไหวอย่างว่องไวและระมัดระวัง สายตาของเขากวาดมองไปทั่วทุกทิศทาง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสัญญาณอันตรายใดๆ จากนั้นหิน เมฆา และนภาก็ตามเข้าไปทีละคน ทุกคนเคลื่อนที่ราวกับเงาไร้เสียง ราวกับว่าพวกเขาเป็นภูตผีที่หลุดออกมาจากความมืดมิด
เมื่อทุกคนเข้ามาในเขตของศูนย์วิจัยได้สำเร็จ ผู้พันอัสนีก็ชี้ไปที่ช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ที่อยู่บนกำแพงด้านหลังของอาคาร “เมฆา นั่นคือทางเข้าของเรา”
เมฆาพยักหน้า เขาดึงอุปกรณ์สำหรับเจาะระบบออกมาจากกระเป๋า เขาเสียบสายเคเบิลเส้นเล็กๆ เข้ากับช่องระบายอากาศ และเริ่มทำการแฮกระบบรักษาความปลอดภัยของช่องระบายอากาศนั้นอย่างรวดเร็ว นิ้วของเขากดไปบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับนักเปียโนที่กำลังบรรเลงเพลงสุดยอด
“ระบบล็อคอัตโนมัติของช่องระบายอากาศมีระดับความปลอดภัยสูงมากครับผู้พัน” เมฆาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “แต่ผมคิดว่าผมจะสามารถเจาะเข้าไปได้ภายในเวลาไม่เกินห้านาที”
ห้านาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับนาทีแห่งความเป็นและความตาย เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้นจากช่องระบายอากาศ “เรียบร้อยครับผู้พัน” เมฆาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ
ผู้พันอัสนีพยักหน้า เขาดึงมีดสั้นออกมาจากปลอกหนังที่อยู่ข้างเอว และใช้มันงัดฝาครอบช่องระบายอากาศออกอย่างเงียบเชียบ ภายในช่องระบายอากาศมืดสนิทและคับแคบ แต่สำหรับหน่วยเงามัจจุราชแล้ว นี่คือเส้นทางสู่ใจกลางของศัตรู
นิลเป็นคนแรกที่มุดเข้าไปในช่องระบายอากาศ ตามด้วยผู้พันอัสนี หิน เมฆา และนภา พวกเขาเคลื่อนที่ไปตามช่องระบายอากาศที่คดเคี้ยวราวกับเขาวงกตที่ซับซ้อน กลิ่นอับชื้นและกลิ่นโลหะลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากกล้องอินฟราเรดบนหมวกของพวกเขาเท่านั้นที่ส่องนำทาง
“ผมกำลังตรวจสอบแผนผังภายในอาคารครับผู้พัน” เมฆากระซิบเบาๆ “ช่องระบายอากาศนี้เชื่อมต่อกับระบบระบายอากาศหลักของศูนย์วิจัย ซึ่งจะนำเราไปสู่โซน A ซึ่งเป็นส่วนของห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาครับ”
“ดี” ผู้พันอัสนีตอบ “เราจะใช้ช่องระบายอากาศนี้เป็นเส้นทางหลักของเรา”
พวกเขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ และระมัดระวัง ทุกเสียงสะท้อนจากรองเท้าบูทที่กระทบกับพื้นโลหะของช่องระบายอากาศ ถูกเก็บไว้ในความเงียบงันที่น่าขนลุก ราวกับว่าพวกเขาเป็นวิญญาณที่กำลังล่องลอยอยู่ในความมืดมิด
เมื่อพวกเขามาถึงจุดสิ้นสุดของช่องระบายอากาศ เมฆาก็แจ้งว่า “เรามาถึงโซน A แล้วครับผู้พัน ด้านล่างคือทางเดินหลักของห้องปฏิบัติการวิจัย มีกล้องวงจรปิดสองตัวและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนกำลังลาดตระเวนอยู่ครับ”
ผู้พันอัสนีพยักหน้า เขาหยิบกล้องส่องทางไกลอินฟราเรดขึ้นมาส่องดูสถานการณ์ด้านล่าง ภาพของทางเดินที่สะอาดสะอ้านและเต็มไปด้วยแสงไฟสว่างจ้าปรากฏขึ้นบนหน้าจอ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนในชุดเครื่องแบบสีดำกำลังเดินลาดตระเวนไปมาอย่างไม่เร่งรีบ พร้อมกับปืนไรเฟิลจู่โจมที่สะพายอยู่บนบ่า
“นิล” ผู้พันอัสนีหันไปหานิล “เธอพร้อมไหม?”
นิลพยักหน้า เธอเตรียมมีดสั้นสองเล่มไว้ในมือ “พร้อมค่ะผู้พัน”
“เมฆา” ผู้พันอัสนีหันไปหามเมฆา “เตรียมปิดกล้องวงจรปิดในโซนนี้ชั่วคราว เมื่อนิลส่งสัญญาณ”
เมฆาพยักหน้ารับคำอย่างตั้งใจ
ผู้พันอัสนีมองไปยังทางเดินด้านล่างอีกครั้ง “เรามีเวลาแค่สิบวินาทีเท่านั้นที่จะจัดการกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองคน ก่อนที่กล้องวงจรปิดจะกลับมาทำงานอีกครั้ง” เขาหันไปมองลูกทีมแต่ละคน “จำไว้ว่าทุกการเคลื่อนไหวต้องไร้เสียงและแม่นยำที่สุด”
นิลพยักหน้า เธอเตรียมพร้อมที่จะโดดลงไปจากช่องระบายอากาศ เธอชี้ไปยังจุดที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองคนกำลังเดินสวนกัน “ตรงนั้นครับผู้พัน จุดอับสายตาของกล้องวงจรปิด”
ผู้พันอัสนีพยักหน้า “เมฆา ปิดกล้อง!”
“ครับผู้พัน!” เมฆากดปุ่มบนแท็บเล็ตอย่างรวดเร็ว หน้าจอแสดงผลเป็นสัญญาณสีแดงที่กระพริบสองครั้ง ก่อนที่จะกลายเป็นสีเขียว “กล้องวงจรปิดถูกปิดการใช้งานชั่วคราวครับผู้พัน!”
ทันทีที่เมฆาส่งสัญญาณ นิลก็กระโดดลงจากช่องระบายอากาศอย่างรวดเร็วราวกับเหยี่ยวที่โฉบลงมาจากฟากฟ้า เธอร่อนลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวลและไร้เสียง ราวกับว่าเธอเป็นเงาที่กำลังเต้นรำอยู่ท่ามกลางความมืดมิด
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองคนยังคงเดินลาดตระเวนต่อไปโดยไม่รู้ตัวถึงภัยคุกคามที่กำลังเข้ามาใกล้ นิลเคลื่อนไหวราวกับสายลม เธอเข้าประชิดตัวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนแรกจากด้านหลัง และใช้มีดสั้นแทงเข้าที่คออย่างแม่นยำและรวดเร็ว ราวกับสายฟ้าฟาด ร่างของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยล้มลงสู่พื้นอย่างไร้เสียง
ก่อนที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนที่สองจะทันได้รู้ตัวถึงสิ่งที่เกิดขึ้น นิลก็พุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็วและใช้มีดสั้นอีกเล่มแทงเข้าที่คอของเขาเช่นกัน ร่างของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนที่สองล้มลงสู่พื้นอย่างเงียบงัน
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงห้าวินาที นิลกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสัญญาณอันตรายใดๆ ก่อนที่จะหันไปส่งสัญญาณให้ผู้พันอัสนี
ผู้พันอัสนีและลูกทีมที่เหลือก็กระโดดลงจากช่องระบายอากาศอย่างรวดเร็วและไร้เสียงเช่นกัน พวกเขาร่อนลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวลและระมัดระวัง
“เรียบร้อยครับผู้พัน” นิลรายงาน “จัดการเรียบร้อย”
ผู้พันอัสนีพยักหน้า “เมฆา เปิดกล้องวงจรปิด”
เมฆากดปุ่มบนแท็บเล็ตอีกครั้ง หน้าจอแสดงผลเป็นสัญญาณสีเขียวที่กระพริบสองครั้ง ก่อนที่จะกลับมาเป็นสีแดง “กล้องวงจรปิดกลับมาทำงานปกติแล้วครับผู้พัน”
ผู้พันอัสนีมองไปยังร่างของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น “ลากศพไปซ่อนไว้ในห้องเก็บของใกล้ๆ” เขาออกคำสั่ง หินและนิลช่วยกันลากศพของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองคนเข้าไปในห้องเก็บของที่อยู่ใกล้ๆ อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ผู้พันอัสนีก็หันไปมองลูกทีมแต่ละคน “นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “ข้างหน้ายังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องเผชิญหน้า เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์”
แสงไฟสว่างจ้าจากทางเดินหลักของห้องปฏิบัติการวิจัยส่องสว่างไปทั่วบริเวณ แต่สำหรับหน่วยเงามัจจุราชแล้ว นี่คือเส้นทางสู่ใจกลางของความมืดมิด พวกเขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ และระมัดระวัง ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเด็ดเดี่ยว ราวกับว่าพวกเขาเป็นเงาที่กำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เพื่อนำแสงสว่างกลับคืนสู่โลกใบนี้อีกครั้ง
ภารกิจ "รหัสดับตะวัน" ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว... และไม่มีทางหวนกลับ...

รหัสดับตะวัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก