เสียงกระซิบกระซาบของสายลมยามเช้าที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ พัดพาเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ในสวนเข้ามาในห้องนอน ส่งสัญญาณถึงการเริ่มต้นของวันใหม่ แต่วันนี้ไม่ใช่เพียงวันใหม่ธรรมดา มันคือวันใหม่ในฐานะ ‘ภรรยา’ ของวิชญ์
พิมพ์ชนกลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามาต้องผ้าม่านโปร่งสีขาว ทำให้ห้องสว่างไสว เธอรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ และเมื่อหันไปมองข้างกายก็พบกับใบหน้าหล่อเหลาของวิชญ์ที่กำลังหลับใหลอยู่ ดวงตาของเขาปิดสนิท แพขนตาดำสนิททอดเป็นเงาบนแก้มนวล ริมฝีปากหยักได้รูปที่เมื่อคืนนี้ได้ประทับลงบนเรียวปากของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งเธอหลอมละลายอยู่ในอ้อมแขนของเขาตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา
ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาในห้วงความคิดของพิมพ์ชนก เธอยังจำรสสัมผัสร้อนแรงของเขาได้ดี ความปรารถนาที่เก็บซ่อนมานานนับสิบปีได้ระเบิดออกมาอย่างไร้การควบคุม พลันใบหน้าของเธอก็เห่อร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เมื่อภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ มันทั้งหวานซึ้ง เร่าร้อน และเต็มไปด้วยความผูกพันที่เกินกว่าคำว่ารักธรรมดา สัมผัสที่เขาถ่ายทอดผ่านกายนั้นไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการทางกาย แต่เป็นความต้องการทางใจที่วิชญ์ต้องการบอกกับเธอว่า เขาปรารถนาเธอมากเพียงใด และเธอเองก็ตอบรับเขาด้วยหัวใจที่โหยหาไม่ต่างกัน
พิมพ์ชนกเลื่อนมือขึ้นไปลูบไล้เส้นผมของวิชญ์เบาๆ แผ่วเบาราวกับกลัวว่าเขาจะตื่น เขายังคงหลับใหลอย่างสงบ ปล่อยให้เธอได้ชื่นชมใบหน้ายามหลับของเขาอย่างเต็มที่ ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น บัดนี้ดูอ่อนโยนและผ่อนคลาย ปีกจมูกโด่งเป็นสันรับกับใบหน้าคมคาย ผิวแทนที่ดูแข็งแกร่งรับกับกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าห่มผืนหนาที่ปกคลุมกายของเขาและเธอ เธอซบใบหน้าลงใกล้กับเขา สูดดมกลิ่นกายหอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลิ่นของความปลอดภัย กลิ่นของความรัก…ที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้ครอบครองอย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้
นานเท่าไหร่แล้วที่เธอรอคอยวันนี้ วันที่เธอจะได้ตื่นขึ้นมาในอ้อมแขนของเขา ในบ้านของเขา ในฐานะภรรยาของเขา ตลอดสิบปีที่ผ่านมาชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย มีช่วงเวลาที่คิดถึงเขาจนเจ็บปวด และมีช่วงเวลาที่พยายามผลักไสความรู้สึกเหล่านั้นออกไปให้ไกลที่สุด แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน วิชญ์ก็ยังคงเป็นเงาตามตัว เป็นส่วนหนึ่งของหัวใจที่ไม่อาจตัดขาดได้ และตอนนี้…เขาก็กลับมาอยู่ตรงนี้ กลับมาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปในชีวิตของเธอ
“มองอะไรครับที่รัก”
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าในยามเช้าดังขึ้นข้างหู ทำให้พิมพ์ชนกสะดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคมกริบที่เพิ่งลืมขึ้นมาอย่างช้าๆ กำลังจ้องมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก รอยยิ้มมุมปากของเขายามนี้ดูอบอุ่นและมีเสน่ห์อย่างเหลือร้าย
“ตื่นแล้วเหรอคะ” พิมพ์ชนกเอ่ยถามเสียงเบา ใบหน้ายังคงแดงระเรื่อด้วยความเขินอายเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน
วิชญ์ยกมือขึ้นลูบไล้พวงแก้มเนียนใสของเธออย่างแผ่วเบา “ก็ถ้าที่รักเอาแต่จ้องหน้าผมแบบนี้ ใครจะไปหลับต่อได้ลงครับ”
เขาพูดพลางรั้งร่างบางเข้ามากอดแน่นขึ้น สัมผัสถึงความอบอุ่นของผิวกายที่แนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดต้นคอของเธอ ทำให้พิมพ์ชนกรู้สึกวาบหวิวไปทั้งตัว เธอซบหน้าลงกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขา ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มันเป็นจังหวะที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจของเธอให้สงบลง
“พิมพ์ขอโทษค่ะ” เธอพึมพำ
วิชญ์หัวเราะในลำคอ “ขอโทษเรื่องอะไรครับ”
“ก็…ที่จ้องหน้าวิชญ์”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมชอบ” เขาพูดพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น “ชอบให้พิมพ์จ้องมองแบบนี้ ชอบให้พิมพ์อยู่ในอ้อมแขนผมแบบนี้ และชอบ…ที่พิมพ์เป็นของผม”
คำพูดของวิชญ์ทำให้หัวใจของพิมพ์ชนกพองโต เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง ดวงตาของเธอฉายแววรักใคร่อย่างเปิดเผย
“พิมพ์ก็ชอบค่ะ” เธอตอบอย่างซื่อตรง “ชอบที่ได้อยู่ตรงนี้…กับวิชญ์”
วิชญ์ยิ้มกว้าง ก่อนจะประทับจูบอ่อนโยนลงบนหน้าผากของเธอ ไล่ลงมาที่เปลือกตา แก้ม และสุดท้ายก็หยุดลงที่ริมฝีปากนุ่มนิ่ม เขากดจูบลงไปอย่างแผ่วเบาในตอนแรก ก่อนที่ความปรารถนาจะเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ลิ้นร้อนแทรกซอนเข้ามาในโพรงปากของเธออย่างคุ้นเคย ดูดดื่มความหวานที่เขาโหยหามานานแสนนาน พิมพ์ชนกตอบรับจูบของเขาอย่างเต็มใจ สองแขนเรียวโอบรอบลำคอแกร่ง ดึงเขาเข้ามาใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
จูบนั้นยาวนานและลึกซึ้ง มันเป็นการยืนยันความรู้สึกที่พวกเขามีให้กัน เป็นสัญญาที่ไม่มีคำพูด แต่สัมผัสได้จากหัวใจที่เต้นรัว วิชญ์ถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง มองใบหน้าหวานซึ้งที่แดงก่ำด้วยความรักใคร่
“เช้าแล้วนะครับ” วิชญ์เอ่ยเสียงพร่า “เราควรจะลุกไปทานข้าวเช้ากันได้แล้ว”
“วิชญ์ยังอยากลุกไปทานข้าวอีกเหรอคะ” พิมพ์ชนกแหย่กลับด้วยน้ำเสียงน่ารัก ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
วิชญ์หัวเราะอีกครั้ง เขาบีบจมูกเล็กๆ ของเธอเบาๆ “อยากครับ อยากทานข้าวกับภรรยาคนสวยของผม”
เขาผละออกจากการกอด ค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งบนเตียง พิมพ์ชนกมองตามแผ่นหลังเปลือยเปล่าที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ อย่างหลงใหล ไม่นานวิชญ์ก็หยิบเสื้อคลุมอาบน้ำที่พาดอยู่ปลายเตียงมาสวมใส่ เขาหันกลับมามองเธอที่ยังคงนอนจมอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ไม่ลุกเหรอครับ จะให้ผมอุ้มไปเข้าห้องน้ำดีไหม” เขาถามด้วยน้ำเสียงกวนๆ
พิมพ์ชนกหน้าแดงก่ำ เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้าเสื้อคลุมของตัวเองมาสวมใส่เช่นกัน “ไม่ค่ะ พิมพ์ลุกเองได้”
วิชญ์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินนำเธอไปยังห้องน้ำที่เชื่อมต่อกับห้องนอน พวกเขาอาบน้ำด้วยกันภายใต้สายน้ำอุ่นๆ ที่ชะล้างความเหนื่อยล้าออกไปจากร่างกาย แม้จะไม่มีคำพูดมากนัก แต่ทุกสัมผัส ทุกการกระทำล้วนเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความรักใคร่ วิชญ์ช่วยสระผมให้เธอ ลูบไล้แผ่นหลังเนียนนุ่ม ปล่อยให้ฟองสบู่และไอน้ำอุ่นๆ โอบล้อมกายของพวกเขาไว้
เมื่ออาบน้ำเสร็จ พิมพ์ชนกเลือกชุดเดรสผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา สบายๆ สำหรับอยู่บ้าน ส่วนวิชญ์สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีอ่อนกับกางเกงสแลคที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความเนี้ยบในสไตล์ของเขา พวกเขาเดินลงมาจากห้องนอนจับมือกันตลอดทาง ราวกับไม่ต้องการให้ความสุขนี้เลือนหายไปไหน
ที่โต๊ะอาหาร เช้าวันนี้มีเมนูอาหารไทยง่ายๆ ที่จัดเตรียมไว้อย่างพิถีพิถันจากฝีมือแม่บ้านประจำบ้านของวิชญ์
“อาหารเช้าพร้อมแล้วค่ะคุณวิชญ์ คุณพิมพ์” แม่บ้านคนสนิทเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
วิชญ์พยักหน้ารับ เขาเลื่อนเก้าอี้ให้พิมพ์ชนกนั่ง ก่อนที่ตัวเองจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“ขอบคุณครับป้าศรี” วิชญ์เอ่ยขอบคุณ
“ไม่เป็นไรค่ะคุณวิชญ์ ดีใจจังเลยค่ะที่เห็นคุณวิชญ์กับคุณพิมพ์อยู่ด้วยกันแบบนี้” ป้าศรีเอ่ยอย่างจริงใจ สีหน้าแฝงไปด้วยความปลื้มปิติ
คำพูดของป้าศรีทำให้พิมพ์ชนกยิ้มเล็กน้อย เธอรู้ดีว่าป้าศรีเป็นอีกหนึ่งคนที่เฝ้ารอคอยให้ความรักของเธอกับวิชญ์ลงเอยด้วยดีมาตลอด
พวกเขาทานอาหารเช้ากันอย่างเงียบๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความสุข ความรู้สึกอบอุ่นแพร่กระจายไปทั่วทั้งห้องอาหาร ทุกคำที่ตักเข้าปากล้วนเป็นรสชาติของความรักและความผูกพัน วิชญ์คอยตักอาหารให้พิมพ์ชนกอยู่เสมอ แววตาของเขายามมองเธอนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยและหวงแหน
“วันนี้พิมพ์อยากทำอะไรเป็นพิเศษไหมครับ” วิชญ์เอ่ยถามเมื่อวางช้อนส้อมลง
พิมพ์ชนกครุ่นคิดเล็กน้อย “พิมพ์ยังไม่ได้คิดเลยค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น…ไปเดินเล่นในสวนดีไหมครับ ผมอยากพาพิมพ์ไปดูดอกกุหลาบที่เพิ่งปลูกใหม่”
“จริงเหรอคะ พิมพ์อยากเห็นจัง” พิมพ์ชนกตอบด้วยความตื่นเต้น เธอชอบดอกไม้ โดยเฉพาะดอกกุหลาบ และวิชญ์เองก็รู้เรื่องนี้ดี
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ วิชญ์ก็พาพิมพ์ชนกเดินเล่นในสวนหลังบ้าน สวนของวิชญ์กว้างขวางและร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์และแปลงดอกไม้ที่จัดแต่งไว้อย่างสวยงาม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้อบอวลอยู่ในอากาศ ลมพัดเอื่อยๆ ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและโรแมนติก
วิชญ์จับมือพิมพ์ชนกไว้แน่น พวกเขาเดินไปตามทางเดินหินกรวด พิมพ์ชนกชี้ชวนให้วิชญ์ดูดอกไม้ที่เธอชื่นชอบ และวิชญ์ก็อดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับต้นไม้แต่ละชนิดให้เธอฟัง ราวกับต้องการแบ่งปันทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาให้เธอได้รับรู้
“นี่ไงครับ ดอกกุหลาบที่ผมเพิ่งปลูก” วิชญ์ชี้ไปยังแปลงกุหลาบที่อยู่ไม่ไกลจากศาลานั่งเล่น กุหลาบหลายสีสันกำลังเบ่งบานอย่างสวยงาม ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
พิมพ์ชนกเดินเข้าไปใกล้ ชื่นชมความงามของดอกกุหลาบแต่ละดอกด้วยแววตาเป็นประกาย
“สวยจังเลยค่ะ วิชญ์ปลูกเองเหรอคะ”
“บางส่วนครับ” วิชญ์ตอบ “ที่เหลือก็ให้คนสวนเขาช่วยดูแล”
เขายื่นมือไปเด็ดดอกกุหลาบสีชมพูอ่อนที่กำลังเบ่งบานเต็มที่ออกมาหนึ่งดอก ก่อนจะเสียบลงบนเรือนผมดำขลับของเธออย่างอ่อนโยน
“สวยมากครับ เหมือนพิมพ์เลย” วิชญ์เอ่ยชมด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ
พิมพ์ชนกหน้าแดงระเรื่อ เธอเงยหน้ามองเขา แววตาเต็มไปด้วยความสุข ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยคำขอบคุณ จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือของวิชญ์ก็ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศอันแสนหวานให้ขาดช่วงไปชั่วขณะ
วิชญ์หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากที่เคยอ่อนโยนและผ่อนคลาย กลับกลายเป็นจริงจังและกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ครับ…” วิชญ์กรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ พิมพ์ชนกมองเขาด้วยความสงสัย ไม่เคยเห็นเขาแสดงสีหน้าเช่นนี้มาก่อน
วิชญ์เดินออกห่างจากเธอเล็กน้อย เพื่อพูดคุยโทรศัพท์ พิมพ์ชนกได้ยินเพียงเสียงของเขาที่ดูจริงจังและมีน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป แต่ไม่ชัดเจนพอที่จะจับใจความได้ เธอพยายามไม่สนใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตสีหน้าของเขาที่เคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
การพูดคุยกินเวลานานเกือบสิบนาที ก่อนที่วิชญ์จะกดตัดสาย เขาหันกลับมามองพิมพ์ชนกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและลังเล
“เกิดอะไรขึ้นคะวิชญ์” พิมพ์ชนกเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
วิชญ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาก้าวเข้ามาจับมือของเธอไว้แน่น ดวงตาคมกริบจ้องมองเธออย่างจริงจัง
“มีเรื่องด่วนนิดหน่อยครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติ แต่พิมพ์ชนกสัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจที่แฝงอยู่
“เรื่องอะไรคะ”
วิชญ์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าที่เคย “คุณหมอเพิ่งโทรมาแจ้งว่า…อาการของแม่ผมทรุดลงกะทันหัน”
หัวใจของพิมพ์ชนกหล่นวูบ ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจ อาการของคุณหญิงรัตนา ผู้เป็นแม่ของวิชญ์ที่ไม่เคยเป็นที่โปรดปรานของเธอนัก แต่กระนั้นในฐานะที่เป็นแม่ของคนที่เธอรัก พิมพ์ชนกก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น…ปมปัญหาในอดีตระหว่างเธอกับคุณหญิงรัตนาคือสิ่งที่ยังคงเป็นกำแพงขวางกั้นความรักของเธอกับวิชญ์
“เราต้องไปโรงพยาบาลตอนนี้เลยครับ” วิชญ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล
พิมพ์ชนกพยักหน้าอย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกถึงความอึดอัดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ความสุขที่เพิ่งได้รับเมื่อเช้านี้กำลังถูกบดบังด้วยเมฆหมอกแห่งความกังวลและปมในอดีตที่ยังไม่คลี่คลาย
เธอรู้ดีว่าการไปโรงพยาบาลในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การไปเยี่ยมผู้ป่วย แต่เป็นการไปเผชิญหน้ากับความจริงที่เธอพยายามหลีกหนีมาตลอดสิบปี และการเผชิญหน้ากับคนที่ทำให้ชีวิตของเธอต้องแตกสลายในอดีต…
วิชญ์จับมือเธอแน่นขึ้น ราวกับต้องการส่งผ่านกำลังใจให้ พิมพ์ชนกมองใบหน้าเคร่งเครียดของเขา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีกันอยู่ในอก เธอจะเป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้างเขาได้จริงหรือ ในเมื่อปมในใจของเธอกับแม่ของเขายังคงเป็นบาดแผลที่ยากจะลืมเลือน และนี่คือบททดสอบแรกของชีวิตคู่ของพวกเขา…
ที่โรงพยาบาล บรรยากาศเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด กลิ่นยาฆ่าเชื้อลอยอบอวลในอากาศ เมื่อวิชญ์และพิมพ์ชนกมาถึง พวกเขาก็ตรงไปยังห้องพักผู้ป่วยพิเศษของท่านหญิงรัตนาทันที
คุณหมอยืนรออยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เมื่อเห็นวิชญ์ก็รีบเดินเข้ามาหาทันที
“คุณวิชญ์ครับ คุณหญิงรัตนาอาการไม่ค่อยดีเลยครับ ตอนนี้เรากำลังประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ดูเหมือนว่าร่างกายของท่านจะอ่อนแอลงมากหลังจากผ่าตัดครั้งล่าสุด…”
คำพูดของคุณหมอทำให้พิมพ์ชนกรู้สึกหนาวไปทั้งตัว เธอเหลือบมองวิชญ์ที่กำมือเธอแน่น ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เราจะทำอย่างไรได้บ้างครับหมอ” วิชญ์ถามเสียงเครียด
คุณหมอถอนหายใจ “ตอนนี้ทำได้แค่เฝ้ารอดูอาการครับ แต่จากผลการตรวจล่าสุด…”
เสียงของคุณหมอเบาลงไป ราวกับต้องการให้วิชญ์ได้ยินเพียงคนเดียว พิมพ์ชนกเห็นวิชญ์พยักหน้ารับช้าๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
วิชญ์หันมามองพิมพ์ชนก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความรัก ความเป็นห่วง และความเจ็บปวด พิมพ์ชนกเองก็รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ เธออยากจะเข้าไปกอดเขา อยากจะปลอบโยนเขา แต่ก็รู้ดีว่าเธอไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้นในสถานการณ์เช่นนี้
“พิมพ์…รอผมตรงนี้ก่อนนะครับ” วิชญ์เอ่ยเสียงแผ่ว ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย ทิ้งให้พิมพ์ชนกยืนอยู่เพียงลำพังหน้าห้องที่ปิดสนิท
เธอจ้องมองประตูห้องอย่างเลื่อนลอย ความรู้สึกผิดและปมในใจในอดีตเริ่มกัดกินจิตใจ เธอจะสามารถก้าวผ่านกำแพงนี้ไปได้หรือไม่? หรือความรักของเธอกับวิชญ์จะต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหนาสาหัสเกินกว่าที่คิดไว้ตั้งแต่แรก…
ไม่นานนัก ประตูห้องพักผู้ป่วยก็เปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินออกมาจากห้อง ใบหน้าของเธอดูซีดเซียว ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ แต่สิ่งที่ทำให้พิมพ์ชนกต้องชะงักและหัวใจเต้นรัวคือ…ใบหน้าที่คุ้นเคยของหญิงสาวคนนั้น บุคคลที่เคยเข้ามามีบทบาทสำคัญในอดีตของเธอกับวิชญ์ ผู้หญิงที่เธอคิดว่าจะไม่เจอกันอีกแล้วในชีวิตนี้…
ปิ่นอนงค์ เงยหน้าขึ้นมามองพิมพ์ชนก ดวงตาของเธอฉายแววตกใจระคนประหลาดใจ และจากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจอย่างเปิดเผย…

รอยรักปรารถนา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก