สลับภพชะตา

ตอนที่ 11 — ตื่นในภพใหม่ ท้องฟ้าสีครามกับความสงบเย็น

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,506 คำ

แสงสีขาวจ้าจางหายไปพร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนร่างกายกำลังถูกบิดขยี้จากทุกทิศทาง สิ่งสุดท้ายที่ณิชารู้สึกได้คือความว่างเปล่าอันมืดมิดที่ไร้สิ้นสุด ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับกลายเป็นความสงบเย็น และเมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดออกอีกครั้ง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือท้องฟ้าสีครามสดใส ก้อนเมฆสีขาวนุ่มฟูลอยอ้อยอิ่งราวกับภาพวาด แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น ไม่ได้ร้อนแรงจนแสบผิว ‌แต่กลับให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด

เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เธอไม่คุ้นชื่อผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นๆ ที่เพิ่งได้รับน้ำฝนเมื่อไม่นานมานี้ ลอยอบอวลเข้ามาในโสตประสาท มันเป็นกลิ่นที่คุ้นเคยเสียจนน่าใจหาย ราวกับว่าเธอกลับมายืนอยู่บนโลกใบเดิม โลกที่เธอจากมาเมื่อนานแสนนาน

“นี่มัน…ที่ไหนกัน” ณิชาพึมพำกับตัวเอง ​เสียงของเธอแผ่วเบาราวกระซิบ เธอพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง มองสำรวจไปรอบๆ ตัวเองอย่างตื่นตะลึง

เธอพบว่าตัวเองนอนอยู่บนผืนหญ้าเขียวขจีที่แผ่กว้างสุดลูกหูลูกตา ไกลออกไปเป็นแนวป่าทึบสีเขียวเข้มที่ดูอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้าขึ้นสลับซับซ้อนกันไปมา มีลำธารเล็กๆ ใสสะอาดไหลรินอยู่ไม่ไกล ‍เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินเบาๆ ผสมกับเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและงดงามอย่างเหลือเชื่อ ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ไม่มีซากปรักหักพังของหอคอยแห่งการเฝ้าระวัง ไม่มีเงาแห่งความมืดที่คุกคาม ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของพลังเวทมนตร์อันน่าพรั่นพรึงจากราชันย์เงา

มันเหมือนโลกที่เธอจากมาทุกประการ ความงดงามที่บริสุทธิ์และไร้ซึ่งมลทินใดๆ ‌ทำให้หัวใจของณิชาเต้นรัวด้วยความหวังและความสับสนระคนกันไป

“คาเรน!” เธอตะโกนเรียกชื่อสหายร่วมรบด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย ความหวังแรกที่แล่นเข้ามาในความคิดคือการค้นหาเขา พวกเขาถูกดึงเข้ามาในความว่างเปล่าพร้อมกัน จะต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ กันนี่เอง

ณิชาพยายามมองหา ค้นหาสิ่งผิดปกติ หรือร่องรอยของคาเรน ‍แต่ก็ไม่มีอะไรเลย นอกจากความเขียวขจีที่ไร้สิ้นสุด และความเงียบสงบที่ชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ เธอจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืน ร่างกายของเธอยังคงรู้สึกอ่อนล้า แต่ก็ไม่ได้เจ็บปวดใดๆ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ยังคงเป็นชุดเดิม ​ไม่มีร่องรอยความเสียหายจากการต่อสู้ครั้งก่อน

เธอเริ่มออกเดินสำรวจไปรอบๆ บริเวณที่เธอตื่นขึ้นมา แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหมู่ไม้ลงมาเป็นลำแสงสีทอง ส่องประกายระยิบระยับบนหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามใบหญ้า ณิชารู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ในภาพวาดอันงดงามที่ไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่า บรรยากาศก็ยิ่งชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ในขณะเดียวกัน ​ก็มีความรู้สึกบางอย่างกัดกินอยู่ในใจ ความรู้สึกที่ว่าสิ่งเหล่านี้มัน ‘ดีเกินไป’ จนน่าสงสัย

“คาเรน! ได้ยินฉันไหมคะ!” เธอตะโกนอีกครั้ง เสียงของเธอสะท้อนก้องไปตามแนวป่า ความเงียบที่ตอบกลับมานั้นชวนให้ใจหาย ​ณิชาเริ่มรู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เธอไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าคาเรนเป็นอย่างไรบ้าง ความหวังที่เคยจุดประกายขึ้นเมื่อครู่เริ่มมอดลง และแทนที่ด้วยความกลัวที่คืบคลานเข้ามา

ในที่สุด สายตาของณิชาก็เหลือบไปเห็นร่างๆ หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หัวใจของเธอหล่นวูบ เธอรีบวิ่งเข้าไปหาทันที

“คาเรน!” เธอทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ เขา สภาพของคาเรนดูไม่ต่างจากเธอมากนัก เสื้อผ้ามีรอยเปื้อนดินเล็กน้อย แต่ไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ที่มองเห็นได้ชัดเจน เขานอนแน่นิ่ง ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาปิดสนิท

ณิชาเอื้อมมือไปแตะที่คอของเขาเพื่อตรวจชีพจร และถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่สม่ำเสมอแต่แผ่วเบาของเขา

“คาเรน ตื่นสิคะ คาเรน!” เธอเขย่าร่างของเขาเบาๆ

ไม่นานหลังจากนั้น เปลือกตาของคาเรนก็ค่อยๆ ปรือขึ้น ดวงตาสีเขียวมรกตที่มักจะเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น บัดนี้เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง เขากะพริบตาถี่ๆ พยายามปรับโฟกัส ก่อนที่สายตาจะจับจ้องมาที่ณิชา

“ณิชา… เจ้า… ปลอดภัย” เสียงของเขาแหบพร่า แรงที่เหลืออยู่ดูจะน้อยนิด

“ฉันปลอดภัยค่ะ แล้วคุณล่ะ เป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนไหม” ณิชาถามด้วยความเป็นห่วง เธอช่วยพยุงร่างของเขาให้ลุกขึ้นนั่งพิงลำต้นไม้ใหญ่

คาเรนกุมศีรษะที่ปวดตุบๆ “ข้า… จำได้ว่าแสงสีขาว… แล้วก็ความว่างเปล่า…” เขาพยายามรวบรวมความคิด “พวกเราอยู่ที่ไหนกัน?”

ณิชากวาดสายตาไปรอบๆ อีกครั้ง “ฉันก็ไม่รู้ค่ะ มันเหมือนโลกของฉันมาก เหมือนบ้าน… แต่มันเงียบเกินไป และไม่เห็นมีอะไรที่คุ้นเคยเลย”

คาเรนพยายามใช้พลังเวทมนตร์ของเขา เขาหลับตาลงชั่วครู่ และเมื่อเปิดขึ้นอีกครั้ง สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ข้า… ไม่รู้สึกถึงพลังเวทมนตร์ใดๆ เลยณิชา” คาเรนกล่าวเสียงขรึม “ไม่มีพลังจากธรรมชาติ ไม่มีพลังงานใดๆ ไหลเวียนอยู่ในอากาศ มันว่างเปล่า… ราวกับว่าโลกนี้ถูกตัดขาดจากมิติเวทมนตร์โดยสิ้นเชิง”

คำพูดของคาเรนทำให้ณิชารู้สึกหนาวสะท้าน เธอเองก็พยายามลองใช้พลังที่เคยมี แต่ก็รู้สึกว่ามันถูกกดทับไว้ ราวกับมีบางอย่างปิดกั้นการไหลเวียนของพลังงานนั้นไว้ภายในร่างกายของเธอ ไม่สามารถดึงมันออกมาใช้ได้อย่างอิสระเหมือนเคย

“ฉันก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ มันเหมือนมีกำแพงบางอย่างกั้นไว้” ณิชาตอบ

“เป็นไปได้ว่าเราถูกส่งมายังมิติที่ไม่มีเวทมนตร์” คาเรนคาดเดา “หรือเป็นมิติที่พลังงานเวทมนตร์ถูกสะกดไว้”

ความคิดนี้ทำให้ทั้งคู่รู้สึกหนักใจ พวกเขาถูกส่งมาที่นี่เพื่ออะไร? และจะกลับไปที่มิติที่สิบหกได้อย่างไร? ที่สำคัญที่สุด ราชันย์เงาอยู่ที่ไหน? การที่พวกเขาถูกส่งมาที่นี่ อาจหมายถึงการหลบหนี หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ยิ่งใหญ่กว่าของราชันย์เงา

“คุณคิดว่าราชันย์เงาก็อยู่ที่นี่ด้วยไหมคะ” ณิชาถามด้วยน้ำเสียงกังวล

คาเรนส่ายหน้าช้าๆ “ข้าไม่สามารถรับรู้ถึงพลังงานของเขาได้เลย แต่ก็ไม่อาจประมาทได้ เราต้องระมัดระวังให้มากที่สุด”

พวกเขานั่งพักกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรงและประเมินสถานการณ์ ณิชาและคาเรนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหอคอยแห่งการเฝ้าระวัง การโจมตีสุดท้ายของณิชาที่ใช้พลังแห่งการทำลายล้างจากภายใน อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนย้ายมิติครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าทำไม และอะไรคือจุดประสงค์เบื้องหลัง

เมื่อรู้สึกว่ามีเรี่ยวแรงมากขึ้น คาเรนก็ลุกขึ้นยืน เขากวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ อีกครั้งอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะตัดสินใจว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ตรงนี้ได้อีกต่อไป

“เราต้องหาทางออก ณิชา เราต้องรู้ว่าที่นี่คือที่ไหน และมีทางกลับไปที่มิติที่สิบหกได้อย่างไร” คาเรนกล่าวอย่างมุ่งมั่น “ไม่ว่าที่นี่จะเป็นอะไร เราจะต้องหาคำตอบให้ได้”

พวกเขาเริ่มออกเดินทางไปในทิศทางที่ดูเหมือนจะเป็นทางที่ตรงไปข้างหน้าที่สุด ณิชาและคาเรนเดินเท้าไปตามแนวป่าที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด ความเงียบสงบในตอนแรกเริ่มกลายเป็นความวังเวง พวกเขาไม่เห็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่ ไม่เห็นร่องรอยของมนุษย์ หรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ เลย มีเพียงต้นไม้ใบหญ้าและลำธารที่ไหลเอื่อย

ตลอดทาง ณิชาพยายามสังเกตสิ่งรอบตัวอย่างละเอียด เธอเห็นดอกไม้ที่เหมือนดอกคามิเลียในโลกของเธอ แต่กลับมีกลีบดอกที่ใหญ่กว่าและสีสันที่สดจัดกว่ามาก ผลไม้ป่าบางชนิดก็ดูคล้ายผลเบอร์รี่ แต่กลับมีสีที่แปลกตา และกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย เธอรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ในความฝัน ที่ทุกสิ่งดูเหมือนจริง แต่ก็มีบางอย่างที่แตกต่างออกไป

“ดูนั่นสิคะ” ณิชาชี้ไปยังรอยเท้าขนาดใหญ่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ มันเป็นรอยเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือมนุษย์หลายเท่า มีกรงเล็บแหลมคม และรูปทรงที่ไม่เหมือนสัตว์ชนิดใดที่เธอรู้จักในโลกของเธอ

คาเรนทรุดตัวลงมองสำรวจรอยเท้านั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นอีกครั้ง

“นี่ไม่ใช่รอยเท้าของสัตว์ป่าทั่วไป” คาเรนกล่าวเสียงต่ำ “มันไม่ใช่สัตว์ที่อยู่ในมิติที่สิบหก และก็ไม่ใช่สัตว์ในโลกที่เจ้าจากมาด้วย”

ความรู้สึกหวาดระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของณิชามากขึ้นเรื่อยๆ โลกที่ดูงดงามและสงบเงียบแห่งนี้ อาจจะไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยอย่างที่เธอคิดในตอนแรก

พวกเขาเดินตามรอยเท้านั้นไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังมุ่งหน้าสู่สิ่งใด รอยเท้าพาทั้งคู่ลัดเลาะไปตามพงหญ้ารกทึบ ผ่านหมู่ไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องลงมาไม่ถึง บรรยากาศเริ่มมืดสลัวและชื้นแฉะมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วก็เงียบหายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันเบาๆ และเสียงของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ห่างๆ

จู่ๆ คาเรนก็หยุดชะงัก “ณิชา… เจ้าได้ยินอะไรไหม”

ณิชาเงียบฟัง เสียงลมพัดเบาๆ เสียงน้ำไหลริน… และเสียง… เสียงคำรามที่แผ่วเบา แต่ก็หนักแน่นจนพื้นดินสะเทือนเล็กน้อย

“เสียงอะไรคะ” ณิชาถามด้วยความระแวง

ยังไม่ทันที่คาเรนจะได้ตอบ เสียงคำรามนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาและชัดเจนยิ่งกว่าเดิม มันเต็มไปด้วยความดุดันและความหิวโหย ณิชารู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นรัวอยู่ในอก

“ซ่อนตัว!” คาเรนกระซิบเสียงต่ำ ดึงร่างของณิชาให้หลบไปอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด พวกเขาพยายามกลั้นหายใจ มองลอดกิ่งก้านใบไม้ที่รกทึบออกไป

เงาร่างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในระยะสายตา มันเป็นสัตว์ประหลาดที่มีขนาดมหึมา ร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ดสีเข้มคล้ายหินผา มีหนามแหลมคมงอกออกมาจากแผ่นหลัง ดวงตาสีแดงก่ำเรืองแสงในความมืดสลัว ปากของมันอ้ากว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่หยดย้อยไปด้วยน้ำลายเหนียวเหนอะหนะ มันเดินโซซัดโซเซเหมือนกำลังบาดเจ็บ หรือไม่ก็กำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งออกมาจากร่างของมันอย่างรุนแรง

ณิชากลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก นี่ไม่ใช่สัตว์ที่เธอเคยเห็น ไม่ใช่สัตว์ในเทพนิยาย หรือแม้แต่สัตว์ประหลาดจากมิติที่สิบหก ตัวมันใหญ่โตจนน่ากลัว และดูเหมือนจะทรงพลังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่พวกเขาไม่สามารถใช้พลังเวทมนตร์ได้

สัตว์ประหลาดตัวนั้นเคลื่อนที่ช้าๆ ผ่านไปไม่ไกลจากจุดที่พวกเขากบดานอยู่ เสียงลมหายใจของมันดังครืดคราดราวกับเครื่องจักร ณิชาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดินทุกครั้งที่มันก้าวเดิน

ทันใดนั้น สัตว์ประหลาดตัวนั้นก็หยุดชะงัก มันหันหัวกลับมาในทิศทางที่พวกเขาซ่อนอยู่ ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองตรงมายังพุ่มไม้ที่พวกเขาหลบอยู่ ราวกับว่ามันรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา

“มัน… เห็นเราเหรอคะ” ณิชาถามเสียงกระซิบเบาหวิว

คาเรนไม่ตอบ เขาดึงณิชาให้แนบชิดกับพุ่มไม้มากขึ้น มือของเขากำดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอวแน่น แม้ว่าดาบของเขาจะใช้พลังเวทมนตร์ไม่ได้ในมิตินี้ แต่มันก็ยังเป็นอาวุธเดียวที่เขามี

สัตว์ประหลาดก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เสียงฝีเท้าของมันดังกระหึ่มราวกับเสียงกลองศึก ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นจนแทบจะระเบิด ณิชารู้สึกถึงกลิ่นปากอันเหม็นเน่าของมันที่ลอยมาปะทะจมูก ก่อนที่ลำตัวมหึมาของมันจะเคลื่อนเข้ามาบังแสงจนบริเวณที่พวกเขากบดานอยู่มืดมิดลงถนัดตา

จู่ๆ พุ่มไม้ที่พวกเขาซ่อนอยู่ก็ถูกฉีกกระชากออกอย่างรุนแรง เขี้ยวแหลมคมขนาดมหึมาพุ่งเข้ามาใกล้ใบหน้าของณิชาจนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันร้อนผ่าวที่โชยออกมาจากมัน

“วิ่ง!” คาเรนตะโกนเสียงดัง พร้อมกับผลักณิชาออกไปข้างหน้า และพุ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดตัวนั้นอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อถ่วงเวลาให้เธอ

ณิชาไม่รอช้า เธอออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองข้างหลัง เสียงคำรามดุดันของสัตว์ประหลาดผสมกับเสียงต่อสู้ที่ดังมาจากเบื้องหลัง ทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก เธอไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไม่รู้ว่าจะหนีรอดไปได้อย่างไร ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายและไร้ซึ่งพลังวิเศษของเธอ

เธอวิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปอดของเธอเริ่มจะระเบิด ร่างกายของเธออ่อนล้า แต่เธอก็ยังคงไม่หยุด จนกระทั่งเท้าของเธอสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่ ทำให้เธอเสียหลักล้มลงไปบนพื้นหญ้าเบื้องหน้า

เมื่อเงยหน้าขึ้นมา สิ่งที่ณิชาเห็นทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบ เบื้องหน้าของเธอคือหน้าผาสูงชันที่ทอดตัวลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง มันเป็นทางตัน ไม่มีทางหนีอีกต่อไปแล้ว

และในชั่ววินาทีนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงก็ดังใกล้เข้ามาจากด้านหลัง และเมื่อเธอหันกลับไปมอง ณิชาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด

ไม่เพียงแค่สัตว์ประหลาดตัวเดิมที่กำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ด้วยดวงตาสีแดงก่ำที่จ้องมองมาอย่างหิวโหยเท่านั้น แต่ข้างๆ มันยังมีร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิท ดวงตาที่เรืองแสงสีม่วงอย่างชั่วร้ายของเขาจ้องมองมายังณิชาอย่างไม่ลดละ

ราชันย์เงา… เขายืนอยู่ที่นั่น ราวกับรอคอยการมาถึงของเธอมาตลอด

“ยินดีต้อนรับสู่บ้านหลังใหม่ของเรา… ผู้ถูกเลือก” เสียงของเขาก้องกังวานในความเงียบงัน เต็มไปด้วยความเยาะเย้ยและอำนาจมืด “โลกที่เจ้าจะไม่มีวันหลบหนีไปไหนได้อีกแล้ว”

หน้านิยาย
หน้านิยาย
สลับภพชะตา

สลับภพชะตา

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!