แสงสีขาวจ้าจางหายไปพร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนร่างกายกำลังถูกบิดขยี้จากทุกทิศทาง สิ่งสุดท้ายที่ณิชารู้สึกได้คือความว่างเปล่าอันมืดมิดที่ไร้สิ้นสุด ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับกลายเป็นความสงบเย็น และเมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดออกอีกครั้ง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือท้องฟ้าสีครามสดใส ก้อนเมฆสีขาวนุ่มฟูลอยอ้อยอิ่งราวกับภาพวาด แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น ไม่ได้ร้อนแรงจนแสบผิว แต่กลับให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด
เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เธอไม่คุ้นชื่อผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นๆ คล้ายเพิ่งผ่านพ้นพายุฝนมาหมาดๆ มันเป็นกลิ่นที่ปลุกความทรงจำในวัยเด็กของเธอขึ้นมา กลิ่นอายของธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ไร้ซึ่งมลภาวะใดๆ ณิชากระพริบตาถี่ๆ พยายามปรับโฟกัส ความมืดมิดที่เคยปกคลุมจิตใจค่อยๆ สลายไป แทนที่ด้วยภาพทิวทัศน์ที่งดงามเกินจริง
เธอพลิกตัวช้าๆ รู้สึกปวดเมื่อยไปทั่วร่าง คล้ายคนเพิ่งตื่นจากการหลับใหลยาวนาน แต่ก็ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกกระชากอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก เธอพยุงตัวขึ้นนั่ง มองสำรวจไปรอบๆ ตัวเองอย่างงุนงง เธออยู่กลางทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ดอกไม้ป่าหลากสีสันเบ่งบานสะพรั่งราวกับพรมธรรมชาติ ท่ามกลางหมู่ไม้ยืนต้นสูงใหญ่ที่ทอดเงาลงมาเป็นระยะ สายลมอ่อนๆ พัดโชยมาเป็นระลอก พาให้ปลายผมของเธอพลิ้วไหว กลิ่นหอมเย็นยังคงติดตรึงอยู่ในโพรงจมูก
“คาเรน…” เสียงของเธอแหบพร่า เธอหันไปมองหาเพื่อนร่วมเดินทาง และพบร่างของคาเรนที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลจากเธอ เขายังคงสวมชุดเกราะสีเข้มที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการต่อสู้ครั้งล่าสุด ใบหน้าคมคายซีดเผือด แต่ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ ณิชาคลานเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว กังวลว่าเขาจะเป็นอะไรไป
“คาเรน! ตื่นสิ!” เธอเขย่าแขนเขาเบาๆ
เปลือกตาของคาเรนกระตุกก่อนจะค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นนัยน์ตาสีรัตติกาลที่ยังคงฉายแววสับสน เขากะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อเห็นใบหน้าของณิชา
“ณิชา… เราอยู่ที่ไหน?” เสียงของเขาแหบพร่าไม่ต่างจากเธอ
ณิชาช่วยพยุงเขาขึ้นนั่ง มองสำรวจไปรอบๆ อีกครั้ง พวกเขาทั้งคู่ต่างสับสนและตื่นตระหนก แต่ในความรู้สึกเหล่านั้น กลับมีความโล่งใจอย่างประหลาดที่รอดมาได้
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันคาเรน… แต่ดูเหมือนว่าเราจะปลอดภัยแล้วนะ” เธอตอบพลางกวาดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า “ที่นี่… สวยงามมากเลย”
คาเรนใช้มือข้างหนึ่งกดขมับ “ปวดหัวชะมัด… เหมือนถูกค้อนทุบซ้ำๆ เลย” เขาขยับตัวเล็กน้อย พยายามสำรวจร่างกายตัวเอง “พลังเวทมนตร์ของฉัน… มันฟื้นฟูเร็วกว่าที่คิด”
ณิชาเลิกคิ้ว “จริงเหรอ?” นั่นเป็นข่าวดี เพราะคำสาปแห่งราชันย์เงาจะกัดกินพลังเวทมนตร์ของทุกคนที่อยู่ในมิติที่สิบหก “แสดงว่าที่นี่ไม่ได้ถูกคำสาปเล่นงานสินะ”
คาเรนพยักหน้า “หรืออย่างน้อยก็ยังไม่ถึง… กลิ่นอายของพลังงานที่นี่บริสุทธิ์มาก จนฉันไม่เคยสัมผัสได้จากที่ไหนมาก่อนเลย” เขาลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง แม้จะยังรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง “เราควรจะสำรวจให้มากกว่านี้”
พวกเขาใช้เวลาพักฟื้นอยู่ครู่หนึ่ง ณิชาสังเกตว่าร่างกายของเธอเองก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างรวดเร็ว บาดแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมีก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ ความอ่อนล้าที่สะสมมาจากการเดินทางอันยาวนานและอันตรายดูเหมือนจะถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกสดชื่นและกระฉับกระเฉง
“ฉันรู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตเต็มที่เลย” ณิชาพูดติดตลกพลางบิดขี้เกียจ
คาเรนยิ้มบางๆ “บางทีที่นี่อาจจะเป็นที่ที่พลังชีวิตไหลเวียนอย่างหนาแน่นก็เป็นได้”
พวกเขาเริ่มออกเดินทางอย่างช้าๆ โดยมุ่งหน้าไปยังแนวป่าที่ทอดยาวอยู่ลิบๆ ด้วยหวังว่าจะพบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตหรืออารยธรรมใดๆ ตลอดทาง ณิชาพยายามจดจำรายละเอียดของต้นไม้ใบหญ้าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ดอกไม้บางชนิดเรืองแสงอ่อนๆ ในที่ร่มเงา ต้นไม้บางต้นมีลำต้นบิดเกลียวเป็นลวดลายแปลกตา ขณะที่ใบไม้บางชนิดก็มีสีสันฉูดฉาดจนน่าอัศจรรย์ใจ
“คาเรน นายรู้จักพืชพวกนี้ไหม” ณิชาชี้ไปยังพุ่มไม้ที่มีผลกลมสีทองอร่าม
คาเรนส่ายหน้า “ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มิติที่สิบหกมีพืชพรรณหลากหลาย แต่ที่นี่ดูแปลกไปกว่านั้นอีก” เขายื่นมือออกไปสัมผัสผลนั้นเบาๆ “พลังงานที่แผ่ออกมาจากมันบริสุทธิ์และเข้มข้นมาก”
ณิชาหยิบโทรศัพท์มือถือที่ยังคงใช้งานได้ดีออกมาถ่ายรูปไว้ เธอรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในสารคดีสำรวจธรรมชาติในต่างดาว การนำความรู้จากโลกของเธอมาใช้ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้
พวกเขาเดินทางต่อไปเรื่อยๆ เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ค่อยๆ ดังขึ้นในระยะไกล เมื่อเดินไปอีกไม่นาน ภาพของลำธารใสสะอาดก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า สายน้ำไหลเรื่อยราวกับกระจกสะท้อนท้องฟ้าสีคราม ก้อนกรวดหลากสีเปล่งประกายอยู่ใต้น้ำที่ใสจนมองเห็นถึงก้นลำธาร ปลาตัวเล็กๆ แหวกว่ายไปมาอย่างร่าเริง
“น้ำ! ในที่สุด!” ณิชาแทบจะวิ่งเข้าไปหาน้ำ แต่คาเรนคว้าแขนเธอไว้ก่อน
“อย่าเพิ่งณิชา เราไม่รู้ว่าน้ำนี่ดื่มได้หรือเปล่า”
“แต่ดูสิคาเรน มันใสสะอาดขนาดนี้ ฉันไม่เคยเห็นน้ำธรรมชาติที่ใสเท่านี้มาก่อนเลยนะ” ณิชาแย้ง
คาเรนมองสำรวจลำธารอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะใช้เวทมนตร์ธาตุน้ำเล็กน้อยเพื่อทดสอบคุณภาพของน้ำ แสงสีฟ้าอ่อนๆ แผ่ออกมาจากฝ่ามือของเขา ก่อนจะสลายไป
“ปลอดภัย… ไม่ใช่แค่น้ำ แต่เป็นน้ำที่เต็มไปด้วยพลังงานชีวิตบริสุทธิ์” คาเรนกล่าวอย่างแปลกใจ เขาตักน้ำขึ้นมาจิบเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
ณิชาไม่รอช้า รีบก้มลงวักน้ำขึ้นมาดื่มอย่างกระหาย ความเย็นสดชื่นของน้ำไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะ สร้างความกระปรี้กระเปร่าให้เธออย่างไม่น่าเชื่อ “โอ้โห… นี่มันน้ำทิพย์ชัดๆ เลย”
หลังจากดับกระหายแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจเดินเลียบตามลำธารไปเรื่อยๆ โดยหวังว่ามันจะนำพาพวกเขาไปสู่แหล่งอารยธรรมหรืออย่างน้อยก็ที่ที่สามารถตั้งหลักพักแรมได้
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง ณิชากับคาเรนยังไม่พบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากสัตว์ป่าตัวเล็กๆ และนกสีสวยงามที่บินวนอยู่เหนือหัว
“ดูเหมือนเราจะหลุดเข้ามาอยู่ในโลกที่ไม่มีคนอาศัยอยู่เลยนะ” ณิชาบ่นด้วยความเหนื่อยล้า “หรือบางทีที่นี่อาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของมิติที่สิบหกที่ยังบริสุทธิ์อยู่ก็ได้”
คาเรนมองสำรวจแนวป่าที่ทอดยาวไปไม่สิ้นสุด “ฉันก็เริ่มสงสัยแล้วว่าเรามาที่นี่ได้อย่างไร และทำไมถึงเป็นที่นี่”
ทันใดนั้นเอง คาเรนก็หยุดชะงัก สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว
“มีอะไรเหรอคาเรน?” ณิชาถามอย่างระแวง
“ฉันรู้สึกถึงบางอย่าง… พลังงานบางอย่างที่แข็งแกร่งมาก กำลังแผ่ออกมาจากข้างหน้า” คาเรนตอบ เสียงของเขาจริงจัง “มันไม่ใช่พลังงานบริสุทธิ์แบบที่นี่… แต่มันเป็นพลังงานที่ฉันคุ้นเคย”
ณิชารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “หมายความว่าไง… พลังงานที่คุ้นเคย?”
คาเรนไม่ตอบ เขารีบก้าวเดินไปข้างหน้า โดยมีณิชาเดินตามไปอย่างกระชั้นชิด ความรู้สึกสดชื่นที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวัง
เมื่อพวกเขาเดินพ้นแนวต้นไม้สูงใหญ่ไป ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ณิชาถึงกับต้องอ้าปากค้าง
ที่นั่นไม่ใช่ป่าทึบอย่างที่เธอคาดไว้ แต่เป็นลานกว้างขนาดใหญ่ มีหินรูปทรงประหลาดตั้งเรียงรายคล้ายซากปรักหักพังของวิหารโบราณ ที่ใจกลางลานนั้น มีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ และบนแท่นหินนั้น มีอะไรบางอย่างที่กำลังเปล่งแสงสีม่วงดำเรืองรองออกมา มันเป็นวัตถุรูปทรงคล้ายคริสตัลขนาดใหญ่ สีดำมืดสนิทราวกับดูดกลืนแสงทั้งหมดเอาไว้ แต่กลับมีประกายสีม่วงเข้มส่องสว่างออกมาจากภายในอย่างน่าประหลาดใจ
และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อมองใกล้ๆ ณิชาก็เห็นเส้นสายสีม่วงดำคล้ายเส้นเลือดฝอยเล็กๆ แผ่ขยายออกมาจากคริสตัลนั้น คลานเลื้อยไปตามแท่นหินและพื้นดินรอบๆ คล้ายกับรากไม้ที่กำลังกัดกินทุกสิ่งรอบตัว
“นี่มัน…” ณิชาพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือ
คาเรนยืนนิ่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด “ไม่จริงน่า… นี่มัน… ‘แก่นแท้แห่งความมืดมิด’… ของคำสาปแห่งราชันย์เงา!”
แสงสีม่วงดำจากคริสตัลนั้นเริ่มส่องสว่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีชีวิต มันเต้นระริกและแผ่ขยายเส้นสายสีม่วงออกไปอย่างรวดเร็ว ณิชารู้สึกถึงพลังงานเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่าง มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เธอเคยสัมผัสจากเหล่าอสูรเงา มันคือพลังงานแห่งคำสาป!
“แต่… เป็นไปได้ยังไง” ณิชาพูดไม่ออก “ที่นี่… ไม่ควรจะมีสิ่งนี้”
คาเรนกำหมัดแน่น สีหน้าของเขาซีดเผือดลงกว่าเดิม “มันไม่ใช่แค่อยู่ที่นี่ณิชา… ดูให้ดีสิ”
เขายื่นมือออกไปชี้ไปยังแท่นหินที่รองรับคริสตัลสีม่วงดำนั้น เมื่อณิชาเพ่งมองตาม เธอก็สังเกตเห็นว่าบนแท่นหินมีสัญลักษณ์โบราณบางอย่างสลักเอาไว้ มันเป็นอักษรและลวดลายที่เธอไม่คุ้นเคย แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด
“สัญลักษณ์นั่น…” ณิชาจ้องมองไปที่มันอย่างไม่วางตา “ฉันเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ… อ๊ะ!”
ความทรงจำบางอย่างพุ่งเข้ามาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว ภาพของหนังสือโบราณเล่มหนึ่งที่เธอเคยเห็นในห้องสมุดของเหล่าผู้พิทักษ์ ภาพของแผนที่โบราณ ภาพของซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งร้างในความฝัน… สัญลักษณ์เหล่านั้นเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน!
“สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึง… มิติที่สิบหก!” ณิชาพึมพำ
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น แสงสีม่วงดำจากคริสตัลก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างจนน่ากลัว มันไม่ใช่แสงที่ให้ความอบอุ่น แต่เป็นแสงที่ดูดกลืนทุกสิ่ง แสงที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและหายนะ
พร้อมกันนั้น พื้นดินรอบๆ คริสตัลก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินกำลังจะแยกออก ก้อนหินที่เรียงรายอยู่รอบๆ เริ่มลอยขึ้นจากพื้นดินอย่างช้าๆ ก่อนจะถูกลำแสงสีม่วงดำดูดกลืนเข้าไปจนหายลับไปในความมืดมิด
“วิ่งณิชา!” คาเรนตะโกน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่เคยเห็นพลังงานของคำสาปแสดงอานุภาพได้รุนแรงเท่านี้มาก่อน
ณิชาหันหลังกลับทันที ร่างกายของเธอออกวิ่งตามคาเรนไปอย่างไร้ความคิด เธอรู้แค่ว่าต้องหนี หนีจากพลังงานแห่งหายนะที่กำลังแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว พลังงานที่พวกเธอคิดว่าได้หนีพ้นมาแล้ว
แต่เมื่อพวกเขาวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ลำแสงสีม่วงดำที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนรูปร่าง มันไม่ได้พุ่งขึ้นไปตรงๆ อีกต่อไป แต่กลับโค้งงอและแผ่ขยายออกไปในวงกว้าง คล้ายกับแขนของปิศาจที่กำลังเอื้อมมือออกมาโอบล้อมทุกสิ่งเอาไว้
และเมื่อณิชาหันกลับไปมองอีกครั้ง เธอก็เห็นว่าลำแสงนั้นไม่ได้แผ่ไปแค่บนฟ้าเท่านั้น แต่มันยังพุ่งลงมายังพื้นดิน ก่อตัวเป็นกำแพงสีม่วงดำขนาดมหึมา กำแพงที่กำลังเคลื่อนที่เข้าหากันอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังจะปิดล้อมพวกเขาเอาไว้!
“คาเรน… เราหนีไม่พ้นแล้ว!” ณิชาตะโกน เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความสิ้นหวัง
กำแพงแสงสีม่วงดำเคลื่อนเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งบริเวณ บดบังทัศนียภาพของทุ่งหญ้าสีเขียวขจีและป่าไม้ที่เคยงดงามเอาไว้จนมิด
ในพริบตาเดียว พวกเขาก็ถูกขังอยู่ภายในวงล้อมของพลังงานแห่งความมืดมิดนั้น มันไม่ใช่แค่กำแพง แต่เป็นโดมขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นทุกสิ่งจากภายนอก
แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ยามเย็นถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมืดมิดและแสงสีม่วงดำที่เรืองรองขึ้นอย่างน่ากลัว ภายในโดมนั้น อากาศเริ่มเย็นยะเยือก พลังชีวิตที่เคยบริสุทธิ์ถูกกัดกินไปจนหมดสิ้นแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งหายนะที่คุ้นเคย
ณิชาเงยหน้ามองขึ้นไปบนเพดานโดมสีม่วงดำที่กำลังหมุนวนช้าๆ พลังงานที่แผ่ออกมาจากมันทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกกดทับจนหายใจไม่ออก
“นี่มันอะไรกัน…” ณิชาพึมพำ
ทันใดนั้นเอง เสียงกระซิบแผ่วเบาก็เริ่มดังขึ้นมาจากรอบทิศทาง มันไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นในจิตใจ เป็นเสียงที่เยือกเย็นและชั่วร้าย คล้ายเสียงลมกระซิบจากเงามืด แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เก่าแก่และทรงพลังอย่างหาใดเปรียบ
‘ยินดีต้อนรับ… ผู้ถูกเลือก… สู่ใจกลางแห่งหายนะ…’
เสียงนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหัวของณิชา ราวกับจะเจาะทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของเธอ พลังงานสีม่วงดำรอบตัวพวกเขาก็พลันส่องสว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง และในพริบตาที่แสงนั้นสว่างจ้าที่สุด ภาพของอะไรบางอย่างก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา
มันเป็นเงาร่างขนาดมหึมาที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความมืดมิด เงาร่างที่ดูคล้ายมนุษย์ แต่กลับมีขนาดใหญ่โตเกินกว่าจะจินตนาการได้ ดวงตาสีแดงฉานสองดวงเรืองแสงขึ้นท่ามกลางความมืดมิด และรอยยิ้มอันชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเงาร่างนั้น
‘ในที่สุด… เจ้าก็มาถึง…’
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนและทรงพลังกว่าเดิม ณิชาแทบหยุดหายใจ เธอรู้สึกได้ถึงพลังกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากเงาร่างนั้น พลังที่ทำให้ทุกเซลล์ในร่างกายของเธอส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
คาเรนทรุดตัวลงคุกเข่า เขาพยายามใช้พลังเวทมนตร์เพื่อต้านทาน แต่ก็ดูเหมือนจะไร้ผล เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาจากใบหน้าของเขา
“นี่มัน… ราชันย์เงา… ตัวจริง!” คาเรนตะโกนเสียงสั่นเครือ
ณิชาจ้องมองไปยังเงาร่างนั้นด้วยความหวาดหวั่น เธอรู้ทันทีว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพียงแค่อสูรเงาธรรมดา แต่มันคือต้นกำเนิดของคำสาปทั้งหมด มันคือหายนะที่กำลังจะกัดกินมิติที่สิบหก
และมันกำลังจ้องมองมาที่เธอโดยเฉพาะ… ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและชัยชนะ!

สลับภพชะตา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก