สลับภพชะตา

ตอนที่ 13 — สู่โลกใบใหม่

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,567 คำ

แสงสีขาวจ้าจางหายไปพร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนร่างกายกำลังถูกบิดขยี้จากทุกทิศทาง สิ่งสุดท้ายที่ณิชารู้สึกได้คือความว่างเปล่าอันมืดมิดที่ไร้สิ้นสุด ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับกลายเป็นความสงบเย็น และเมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดออกอีกครั้ง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือท้องฟ้าสีครามสดใส ก้อนเมฆสีขาวนุ่มฟูลอยอ้อยอิ่งราวกับภาพวาด แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น ไม่ได้ร้อนแรงจนแสบผิว ‌แต่กลับให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด

เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เธอไม่คุ้นชื่อผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นๆ คล้ายเพิ่งผ่านพ้นพายุฝนมาหมาดๆ มันเป็นกลิ่นที่ปลุกความทรงจำในวัยเด็กของเธอขึ้นมา กลิ่นอายของธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ไร้ซึ่งมลภาวะใดๆ ณิชากระพริบตาถี่ๆ พยายามปรับโฟกัส ​ความมืดมิดที่เคยปกคลุมจิตใจค่อยๆ สลายไป แทนที่ด้วยภาพทิวทัศน์ที่งดงามเกินจริง

เธอพลิกตัวช้าๆ รู้สึกปวดเมื่อยไปทั่วร่าง คล้ายคนเพิ่งตื่นจากการหลับใหลยาวนาน แต่ก็ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกกระชากอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก เธอพยุงตัวขึ้นนั่ง มองสำรวจไปรอบๆ ‍ตัวเองอย่างงุนงง เธออยู่กลางทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ดอกไม้ป่าหลากสีสันเบ่งบานสะพรั่งราวกับพรมธรรมชาติ ท่ามกลางหมู่ไม้ยืนต้นสูงใหญ่ที่ทอดเงาลงมาเป็นระยะ สายลมอ่อนๆ พัดโชยมาเป็นระลอก พาให้ปลายผมของเธอพลิ้วไหว กลิ่นหอมเย็นยังคงติดตรึงอยู่ในโพรงจมูก

“คาเรน…” ‌เสียงของเธอแหบพร่า เธอหันไปมองหาเพื่อนร่วมเดินทาง และพบร่างของคาเรนที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลจากเธอ เขายังคงสวมชุดเกราะสีเข้มที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการต่อสู้ครั้งล่าสุด ใบหน้าคมคายซีดเผือด แต่ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ ณิชาคลานเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว กังวลว่าเขาจะเป็นอะไรไป

“คาเรน! ‍ตื่นสิ!” เธอเขย่าแขนเขาเบาๆ

เปลือกตาของคาเรนกระตุกก่อนจะค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นนัยน์ตาสีรัตติกาลที่ยังคงฉายแววสับสน เขากะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อเห็นใบหน้าของณิชา

“ณิชา… เราอยู่ที่ไหน?” เสียงของเขาแหบพร่าไม่ต่างจากเธอ

ณิชาช่วยพยุงเขาขึ้นนั่ง ​มองสำรวจไปรอบๆ อีกครั้ง พวกเขาทั้งคู่ต่างสับสนและตื่นตระหนก แต่ในความรู้สึกเหล่านั้น กลับมีความโล่งใจอย่างประหลาดที่รอดมาได้

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันคาเรน… แต่ดูเหมือนว่าเราจะปลอดภัยแล้วนะ” เธอตอบพลางกวาดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า “ที่นี่… ​สวยงามมากเลย”

คาเรนใช้มือข้างหนึ่งกดขมับ “ปวดหัวชะมัด… เหมือนถูกค้อนทุบซ้ำๆ เลย” เขาขยับตัวเล็กน้อย พยายามสำรวจร่างกายตัวเอง “พลังเวทมนตร์ของฉัน… มันฟื้นฟูเร็วกว่าที่คิด”

ณิชาเลิกคิ้ว ​“จริงเหรอ?” นั่นเป็นข่าวดี เพราะคำสาปแห่งราชันย์เงาจะกัดกินพลังเวทมนตร์ของทุกคนที่อยู่ในมิติที่สิบหก “แสดงว่าที่นี่ไม่ได้ถูกคำสาปเล่นงานสินะ”

คาเรนพยักหน้า “หรืออย่างน้อยก็ยังไม่ถึง… กลิ่นอายของพลังงานที่นี่บริสุทธิ์มาก จนฉันไม่เคยสัมผัสได้จากที่ไหนมาก่อนเลย” เขาลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง แม้จะยังรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง “เราควรจะสำรวจให้มากกว่านี้”

พวกเขาใช้เวลาพักฟื้นอยู่ครู่หนึ่ง ณิชาสังเกตว่าร่างกายของเธอเองก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างรวดเร็ว บาดแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมีก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ ความอ่อนล้าที่สะสมมาจากการเดินทางอันยาวนานและอันตรายดูเหมือนจะถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกสดชื่นและกระฉับกระเฉง

“ฉันรู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตเต็มที่เลย” ณิชาพูดติดตลกพลางบิดขี้เกียจ

คาเรนยิ้มบางๆ “บางทีที่นี่อาจจะเป็นที่ที่พลังชีวิตไหลเวียนอย่างหนาแน่นก็เป็นได้”

พวกเขาเริ่มออกเดินทางอย่างช้าๆ โดยมุ่งหน้าไปยังแนวป่าที่ทอดยาวอยู่ลิบๆ ด้วยหวังว่าจะพบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตหรืออารยธรรมใดๆ ตลอดทาง ณิชาพยายามจดจำรายละเอียดของต้นไม้ใบหญ้าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ดอกไม้บางชนิดเรืองแสงอ่อนๆ ในที่ร่มเงา ต้นไม้บางต้นมีลำต้นบิดเกลียวเป็นลวดลายแปลกตา ขณะที่ใบไม้บางชนิดก็มีสีสันฉูดฉาดจนน่าอัศจรรย์ใจ

“คาเรน นายรู้จักพืชพวกนี้ไหม” ณิชาชี้ไปยังพุ่มไม้ที่มีผลกลมสีทองอร่าม

คาเรนส่ายหน้า “ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มิติที่สิบหกมีพืชพรรณหลากหลาย แต่ที่นี่ดูแปลกไปกว่านั้นอีก” เขายื่นมือออกไปสัมผัสผลนั้นเบาๆ “พลังงานที่แผ่ออกมาจากมันบริสุทธิ์และเข้มข้นมาก”

ณิชาหยิบโทรศัพท์มือถือที่ยังคงใช้งานได้ดีออกมาถ่ายรูปไว้ เธอรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในสารคดีสำรวจธรรมชาติในต่างดาว การนำความรู้จากโลกของเธอมาใช้ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้

พวกเขาเดินทางต่อไปเรื่อยๆ เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ค่อยๆ ดังขึ้นในระยะไกล เมื่อเดินไปอีกไม่นาน ภาพของลำธารใสสะอาดก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า สายน้ำไหลเรื่อยราวกับกระจกสะท้อนท้องฟ้าสีคราม ก้อนกรวดหลากสีเปล่งประกายอยู่ใต้น้ำที่ใสจนมองเห็นถึงก้นลำธาร ปลาตัวเล็กๆ แหวกว่ายไปมาอย่างร่าเริง

“น้ำ! ในที่สุด!” ณิชาแทบจะวิ่งเข้าไปหาน้ำ แต่คาเรนคว้าแขนเธอไว้ก่อน

“อย่าเพิ่งณิชา เราไม่รู้ว่าน้ำนี่ดื่มได้หรือเปล่า”

“แต่ดูสิคาเรน มันใสสะอาดขนาดนี้ ฉันไม่เคยเห็นน้ำธรรมชาติที่ใสเท่านี้มาก่อนเลยนะ” ณิชาแย้ง

คาเรนมองสำรวจลำธารอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะใช้เวทมนตร์ธาตุน้ำเล็กน้อยเพื่อทดสอบคุณภาพของน้ำ แสงสีฟ้าอ่อนๆ แผ่ออกมาจากฝ่ามือของเขา ก่อนจะสลายไป

“ปลอดภัย… ไม่ใช่แค่น้ำ แต่เป็นน้ำที่เต็มไปด้วยพลังงานชีวิตบริสุทธิ์” คาเรนกล่าวอย่างแปลกใจ เขาตักน้ำขึ้นมาจิบเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า

ณิชาไม่รอช้า รีบก้มลงวักน้ำขึ้นมาดื่มอย่างกระหาย ความเย็นสดชื่นของน้ำไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะ สร้างความกระปรี้กระเปร่าให้เธออย่างไม่น่าเชื่อ “โอ้โห… นี่มันน้ำทิพย์ชัดๆ เลย”

หลังจากดับกระหายแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจเดินเลียบตามลำธารไปเรื่อยๆ โดยหวังว่ามันจะนำพาพวกเขาไปสู่แหล่งอารยธรรมหรืออย่างน้อยก็ที่ที่สามารถตั้งหลักพักแรมได้

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง ณิชากับคาเรนยังไม่พบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากสัตว์ป่าตัวเล็กๆ และนกสีสวยงามที่บินวนอยู่เหนือหัว

“ดูเหมือนเราจะหลุดเข้ามาอยู่ในโลกที่ไม่มีคนอาศัยอยู่เลยนะ” ณิชาบ่นด้วยความเหนื่อยล้า “หรือบางทีที่นี่อาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของมิติที่สิบหกที่ยังบริสุทธิ์อยู่ก็ได้”

คาเรนมองสำรวจแนวป่าที่ทอดยาวไปไม่สิ้นสุด “ฉันก็เริ่มสงสัยแล้วว่าเรามาที่นี่ได้อย่างไร และทำไมถึงเป็นที่นี่”

ทันใดนั้นเอง คาเรนก็หยุดชะงัก สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว

“มีอะไรเหรอคาเรน?” ณิชาถามอย่างระแวง

“ฉันรู้สึกถึงบางอย่าง… พลังงานบางอย่างที่แข็งแกร่งมาก กำลังแผ่ออกมาจากข้างหน้า” คาเรนตอบ เสียงของเขาจริงจัง “มันไม่ใช่พลังงานบริสุทธิ์แบบที่นี่… แต่มันเป็นพลังงานที่ฉันคุ้นเคย”

ณิชารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “หมายความว่าไง… พลังงานที่คุ้นเคย?”

คาเรนไม่ตอบ เขารีบก้าวเดินไปข้างหน้า โดยมีณิชาเดินตามไปอย่างกระชั้นชิด ความรู้สึกสดชื่นที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวัง

เมื่อพวกเขาเดินพ้นแนวต้นไม้สูงใหญ่ไป ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ณิชาถึงกับต้องอ้าปากค้าง

ที่นั่นไม่ใช่ป่าทึบอย่างที่เธอคาดไว้ แต่เป็นลานกว้างขนาดใหญ่ มีหินรูปทรงประหลาดตั้งเรียงรายคล้ายซากปรักหักพังของวิหารโบราณ ที่ใจกลางลานนั้น มีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ และบนแท่นหินนั้น มีอะไรบางอย่างที่กำลังเปล่งแสงสีม่วงดำเรืองรองออกมา มันเป็นวัตถุรูปทรงคล้ายคริสตัลขนาดใหญ่ สีดำมืดสนิทราวกับดูดกลืนแสงทั้งหมดเอาไว้ แต่กลับมีประกายสีม่วงเข้มส่องสว่างออกมาจากภายในอย่างน่าประหลาดใจ

และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อมองใกล้ๆ ณิชาก็เห็นเส้นสายสีม่วงดำคล้ายเส้นเลือดฝอยเล็กๆ แผ่ขยายออกมาจากคริสตัลนั้น คลานเลื้อยไปตามแท่นหินและพื้นดินรอบๆ คล้ายกับรากไม้ที่กำลังกัดกินทุกสิ่งรอบตัว

“นี่มัน…” ณิชาพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือ

คาเรนยืนนิ่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด “ไม่จริงน่า… นี่มัน… ‘แก่นแท้แห่งความมืดมิด’… ของคำสาปแห่งราชันย์เงา!”

แสงสีม่วงดำจากคริสตัลนั้นเริ่มส่องสว่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีชีวิต มันเต้นระริกและแผ่ขยายเส้นสายสีม่วงออกไปอย่างรวดเร็ว ณิชารู้สึกถึงพลังงานเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่าง มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เธอเคยสัมผัสจากเหล่าอสูรเงา มันคือพลังงานแห่งคำสาป!

“แต่… เป็นไปได้ยังไง” ณิชาพูดไม่ออก “ที่นี่… ไม่ควรจะมีสิ่งนี้”

คาเรนกำหมัดแน่น สีหน้าของเขาซีดเผือดลงกว่าเดิม “มันไม่ใช่แค่อยู่ที่นี่ณิชา… ดูให้ดีสิ”

เขายื่นมือออกไปชี้ไปยังแท่นหินที่รองรับคริสตัลสีม่วงดำนั้น เมื่อณิชาเพ่งมองตาม เธอก็สังเกตเห็นว่าบนแท่นหินมีสัญลักษณ์โบราณบางอย่างสลักเอาไว้ มันเป็นอักษรและลวดลายที่เธอไม่คุ้นเคย แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด

“สัญลักษณ์นั่น…” ณิชาจ้องมองไปที่มันอย่างไม่วางตา “ฉันเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ… อ๊ะ!”

ความทรงจำบางอย่างพุ่งเข้ามาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว ภาพของหนังสือโบราณเล่มหนึ่งที่เธอเคยเห็นในห้องสมุดของเหล่าผู้พิทักษ์ ภาพของแผนที่โบราณ ภาพของซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งร้างในความฝัน… สัญลักษณ์เหล่านั้นเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน!

“สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึง… มิติที่สิบหก!” ณิชาพึมพำ

แต่ก่อนที่เธอจะทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น แสงสีม่วงดำจากคริสตัลก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างจนน่ากลัว มันไม่ใช่แสงที่ให้ความอบอุ่น แต่เป็นแสงที่ดูดกลืนทุกสิ่ง แสงที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและหายนะ

พร้อมกันนั้น พื้นดินรอบๆ คริสตัลก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินกำลังจะแยกออก ก้อนหินที่เรียงรายอยู่รอบๆ เริ่มลอยขึ้นจากพื้นดินอย่างช้าๆ ก่อนจะถูกลำแสงสีม่วงดำดูดกลืนเข้าไปจนหายลับไปในความมืดมิด

“วิ่งณิชา!” คาเรนตะโกน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่เคยเห็นพลังงานของคำสาปแสดงอานุภาพได้รุนแรงเท่านี้มาก่อน

ณิชาหันหลังกลับทันที ร่างกายของเธอออกวิ่งตามคาเรนไปอย่างไร้ความคิด เธอรู้แค่ว่าต้องหนี หนีจากพลังงานแห่งหายนะที่กำลังแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว พลังงานที่พวกเธอคิดว่าได้หนีพ้นมาแล้ว

แต่เมื่อพวกเขาวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ลำแสงสีม่วงดำที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนรูปร่าง มันไม่ได้พุ่งขึ้นไปตรงๆ อีกต่อไป แต่กลับโค้งงอและแผ่ขยายออกไปในวงกว้าง คล้ายกับแขนของปิศาจที่กำลังเอื้อมมือออกมาโอบล้อมทุกสิ่งเอาไว้

และเมื่อณิชาหันกลับไปมองอีกครั้ง เธอก็เห็นว่าลำแสงนั้นไม่ได้แผ่ไปแค่บนฟ้าเท่านั้น แต่มันยังพุ่งลงมายังพื้นดิน ก่อตัวเป็นกำแพงสีม่วงดำขนาดมหึมา กำแพงที่กำลังเคลื่อนที่เข้าหากันอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังจะปิดล้อมพวกเขาเอาไว้!

“คาเรน… เราหนีไม่พ้นแล้ว!” ณิชาตะโกน เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความสิ้นหวัง

กำแพงแสงสีม่วงดำเคลื่อนเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งบริเวณ บดบังทัศนียภาพของทุ่งหญ้าสีเขียวขจีและป่าไม้ที่เคยงดงามเอาไว้จนมิด

ในพริบตาเดียว พวกเขาก็ถูกขังอยู่ภายในวงล้อมของพลังงานแห่งความมืดมิดนั้น มันไม่ใช่แค่กำแพง แต่เป็นโดมขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นทุกสิ่งจากภายนอก

แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ยามเย็นถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมืดมิดและแสงสีม่วงดำที่เรืองรองขึ้นอย่างน่ากลัว ภายในโดมนั้น อากาศเริ่มเย็นยะเยือก พลังชีวิตที่เคยบริสุทธิ์ถูกกัดกินไปจนหมดสิ้นแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งหายนะที่คุ้นเคย

ณิชาเงยหน้ามองขึ้นไปบนเพดานโดมสีม่วงดำที่กำลังหมุนวนช้าๆ พลังงานที่แผ่ออกมาจากมันทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกกดทับจนหายใจไม่ออก

“นี่มันอะไรกัน…” ณิชาพึมพำ

ทันใดนั้นเอง เสียงกระซิบแผ่วเบาก็เริ่มดังขึ้นมาจากรอบทิศทาง มันไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นในจิตใจ เป็นเสียงที่เยือกเย็นและชั่วร้าย คล้ายเสียงลมกระซิบจากเงามืด แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เก่าแก่และทรงพลังอย่างหาใดเปรียบ

‘ยินดีต้อนรับ… ผู้ถูกเลือก… สู่ใจกลางแห่งหายนะ…’

เสียงนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหัวของณิชา ราวกับจะเจาะทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของเธอ พลังงานสีม่วงดำรอบตัวพวกเขาก็พลันส่องสว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง และในพริบตาที่แสงนั้นสว่างจ้าที่สุด ภาพของอะไรบางอย่างก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา

มันเป็นเงาร่างขนาดมหึมาที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความมืดมิด เงาร่างที่ดูคล้ายมนุษย์ แต่กลับมีขนาดใหญ่โตเกินกว่าจะจินตนาการได้ ดวงตาสีแดงฉานสองดวงเรืองแสงขึ้นท่ามกลางความมืดมิด และรอยยิ้มอันชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเงาร่างนั้น

‘ในที่สุด… เจ้าก็มาถึง…’

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนและทรงพลังกว่าเดิม ณิชาแทบหยุดหายใจ เธอรู้สึกได้ถึงพลังกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากเงาร่างนั้น พลังที่ทำให้ทุกเซลล์ในร่างกายของเธอส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว

คาเรนทรุดตัวลงคุกเข่า เขาพยายามใช้พลังเวทมนตร์เพื่อต้านทาน แต่ก็ดูเหมือนจะไร้ผล เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาจากใบหน้าของเขา

“นี่มัน… ราชันย์เงา… ตัวจริง!” คาเรนตะโกนเสียงสั่นเครือ

ณิชาจ้องมองไปยังเงาร่างนั้นด้วยความหวาดหวั่น เธอรู้ทันทีว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพียงแค่อสูรเงาธรรมดา แต่มันคือต้นกำเนิดของคำสาปทั้งหมด มันคือหายนะที่กำลังจะกัดกินมิติที่สิบหก

และมันกำลังจ้องมองมาที่เธอโดยเฉพาะ… ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและชัยชนะ!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
สลับภพชะตา

สลับภพชะตา

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!