สลับภพชะตา

ตอนที่ 14 — ตื่นในภพใหม่

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,864 คำ

แสงสีขาวจ้าจางหายไปพร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนร่างกายกำลังถูกบิดขยี้จากทุกทิศทาง สิ่งสุดท้ายที่ณิชารู้สึกได้คือความว่างเปล่าอันมืดมิดที่ไร้สิ้นสุด ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับกลายเป็นความสงบเย็น และเมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดออกอีกครั้ง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือท้องฟ้าสีครามสดใส ก้อนเมฆสีขาวนุ่มฟูลอยอ้อยอิ่งราวกับภาพวาด แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น ไม่ได้ร้อนแรงจนแสบผิว ‌แต่กลับให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด

เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เธอไม่คุ้นชื่อผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นๆ คล้ายพึ่งผ่านพ้นช่วงเวลาของสายฝนมาไม่นานนัก อากาศบริสุทธิ์และสดชื่นจนเจือความเย็นนิดๆ ทำให้ปอดของเธอพองโตด้วยความอิ่มเอมใจอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในโลกเดิมที่เต็มไปด้วยมลภาวะ ใบหญ้านุ่มๆ ใต้แผ่นหลังให้สัมผัสเย็นสบายคล้ายพรมกำมะหยี่ธรรมชาติ ณิชาพริบตาถี่ๆ ​เพื่อปรับสายตาให้คุ้นชินกับแสงสว่าง ก่อนจะค่อยๆ กวาดมองไปรอบตัวอย่างช้าๆ

เธอไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตัวเอง ไม่ได้อยู่บนเตียงอุ่นๆ ที่คุ้นเคย และแน่นอนว่าไม่ใช่สถานที่ใดๆ ที่เธอรู้จักบนโลกใบเดิมอีกแล้ว สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือป่าที่เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ‍ต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้า บ้างมีลำต้นหนาเท่านักษัตร บ้างมีใบสีแปลกตาที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในสารานุกรมพืชใดๆ ดอกไม้ป่าสารพัดชนิดผลิบานละลานตา แต้มสีสันสดใสบนพรมหญ้าสีเขียวมรกต มีทั้งสีม่วงคราม สีแดงเพลิง สีส้มสด ‌และสีน้ำเงินประกายระยิบระยับราวกับเพชรเม็ดเล็กๆ ที่สะท้อนแสงอาทิตย์

เสียงน้ำไหลรินแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงนกร้องเพลงประสานกันอย่างไพเราะราวกับมีวงออร์เคสตราธรรมชาติบรรเลงอยู่ใกล้ๆ ภาพตรงหน้าช่างงดงามราวกับภาพวาดจากเทพนิยาย เป็นความงดงามที่เกินจริงจนน่าใจหาย

“นี่มัน…ที่ไหนกันแน่” เสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อยเมื่อพยายามเปล่งออกมา ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความสับสนและตื่นตระหนกที่เริ่มคืบคลานเข้ามา

ความทรงจำสุดท้ายที่เธอจำได้คือเธอตื่นขึ้นมาในสถานที่แห่งหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเธอคือ ‍‘ผู้ถูกเลือก’ และเธอจะต้องเดินทางมายัง ‘มิติที่สิบหก’ โลกที่กำลังเผชิญหน้ากับ ‘คำสาปแห่งราชันย์เงา’ ที่กัดกินพลังชีวิตและเวทมนตร์เพื่อนำพาความหวังมาสู่มิตินี้

ทุกอย่างมันเร็วและเหนือจริงจนเธอแทบจะตั้งรับไม่ทัน แต่นี่คือความจริงที่เธอต้องเผชิญ… เธอมาถึงแล้ว ​มาถึงโลกใบใหม่ที่เธอไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย

ณิชาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แขนขาของเธอรู้สึกอ่อนแรงไปหมด คล้ายกับคนที่ไม่ได้รับประทานอาหารมาหลายวัน แต่กลับไม่มีความหิวโหย เธอพยายามสำรวจร่างกายตัวเอง เสื้อผ้าที่สวมอยู่เป็นชุดที่เธอจำไม่ได้ เป็นชุดที่ดูเรียบง่ายแต่เนื้อผ้าแปลกประหลาด คล้ายใยไหมผสมใยฝ้าย ​ให้สัมผัสที่นุ่มสบายและเย็นผิว สีของมันเป็นสีเขียวอ่อนเข้ากับธรรมชาติรอบตัวเธออย่างน่าประหลาดใจ ที่สำคัญคือมันไม่ได้เป็นชุดที่เธอใส่ก่อนจะหมดสติไปจากโลกเดิม

เธอพลิกข้อมือสำรวจดู ไม่มีรอยแผล ไม่มีบาดแผลใดๆ ร่างกายดูปกติดีทุกอย่าง แต่อยู่ๆ ก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไป… ​เป็นความรู้สึกอุ่นๆ ที่แผ่ซ่านมาจากกึ่งกลางหน้าอก คล้ายกับมีพลังงานบางอย่างไหลเวียนอยู่ในกาย แม้มันจะเบาบางจนแทบจับต้องไม่ได้ แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงมันอย่างชัดเจน มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เธอเคยมีมาก่อนในโลกเดิม

‘นี่หรือคือพลังที่ซ่อนเร้น…?’ ความคิดผุดขึ้นในใจของณิชา เธอพยายามเพ่งสมาธิไปที่ความรู้สึกนั้น แต่ทันทีที่เธอตั้งใจ มันก็จางหายไป เหลือเพียงความรู้สึกว่างเปล่า

ความกังวลเข้าจู่โจมหัวใจ เธอมาอยู่ที่นี่คนเดียว ในป่าที่ไม่รู้จัก และไม่มีใครให้พึ่งพา นอกจากความรู้จากโลกเดิมที่อาจจะใช้ได้หรือไม่ได้เลย และพลังที่เธอยังไม่เข้าใจ การเป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่ในตอนนี้เธอเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาที่หลงทางในป่าใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย

ณิชาลุกขึ้นยืนช้าๆ พยายามทรงตัวบนสองขาที่ยังคงไร้เรี่ยวแรง เมื่อยืนได้มั่นคง เธอจึงก้าวเท้าออกเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ไม่มีทิศทางที่แน่นอน เพียงแต่ต้องการออกจากป่าแห่งนี้ หรืออย่างน้อยก็หาที่ที่ปลอดภัยกว่านี้เพื่อตั้งหลัก

ทุกย่างก้าวของเธอบนพรมหญ้าให้ความรู้สึกนุ่มนวลราวกับเหยียบอยู่บนปุยเมฆ เสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งหรือกิ่งไม้หักไม่มีให้ได้ยินเลยแม้แต่น้อย ราวกับผืนป่าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์เดินเหยียบย่ำได้อย่างสบายเท้า ณิชาใช้สายตากวาดมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง แม้ป่าจะดูงดงามและสงบเงียบ แต่สัญชาตญาณก็บอกให้เธอระวังตัว สิ่งมีชีวิตในโลกที่ต่างไปจากเดิมย่อมต้องมีอะไรที่แตกต่างออกไป และไม่แน่ว่าความสวยงามที่เห็นอยู่นี้ อาจจะซ่อนอันตรายไว้ภายใต้ความงดงามนั้นก็เป็นได้

เธอเดินไปเรื่อยๆ ตามเสียงน้ำที่ดังชัดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเดาเอาว่าเป็นลำธารหรือแม่น้ำเล็กๆ การหาน้ำเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการเอาชีวิตรอด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ระหว่างทาง เธอได้เห็นสิ่งมีชีวิตแปลกตาหลายชนิด บ้างเป็นนกที่มีขนสีรุ้งสวยงาม บ้างเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีเกล็ดสีทองระยิบระยับ พวกมันดูไม่เป็นอันตราย และดูเหมือนจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับการปรากฏตัวของเธอ ราวกับเธอเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปแล้ว

อากาศเริ่มอบอ้าวขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอเดินลึกเข้ามาในป่ามากขึ้น แสงแดดยามเช้าที่เคยสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น เริ่มถูกบดบังด้วยกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่สูงใหญ่และหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ ณิชารู้สึกเหนื่อยล้า แต่ก็พยายามก้าวเดินต่อไป แรงผลักดันจากความต้องการเอาชีวิตรอดและภารกิจที่เธอได้รับทำให้เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินหน้าต่อไป

ในที่สุด เธอก็มาถึงบริเวณที่เสียงน้ำไหลดังสนั่นหวั่นไหวที่สุด เบื้องหน้าเธอคือลำธารใสสะอาดขนาดกว้างพอสมควร น้ำในลำธารใสจนมองเห็นก้อนกรวดหลากสีที่ก้นลำธาร ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาลงมาบังแสงแดด ทำให้บริเวณนี้ร่มรื่นและเย็นสบายกว่าที่อื่น

ณิชาก้าวเข้าไปใกล้ลำธาร คุกเข่าลงข้างๆ และตักน้ำขึ้นมาจิบเล็กน้อย ความเย็นสดชื่นของน้ำช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี เธอรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ราวกับน้ำในลำธารแห่งนี้มีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่

ขณะที่เธอกำลังดื่มด่ำกับความสดชื่นของน้ำอยู่นั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่สะท้อนแสงระยิบระยับอยู่ใต้น้ำ ใกล้กับก้อนกรวดขนาดใหญ่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ณิชาจึงค่อยๆ เอื้อมมือลงไปในน้ำเพื่อหยิบสิ่งนั้นขึ้นมา

มันคือจี้รูปทรงแปลกตา ตัวเรือนทำจากโลหะสีเงินวาวที่ไม่ขึ้นสนิมเลยแม้แต่น้อย แม้จะอยู่ในน้ำมานาน ตรงกลางจี้ฝังด้วยอัญมณีสีครามเข้มที่เรืองแสงเรื่อๆ เมื่อสัมผัสกับแสงสว่าง อัญมณีนั้นส่องประกายคล้ายมีดวงดาวนับพันซ่อนอยู่ภายใน ณิชารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากจี้นั้น เป็นพลังงานที่คล้ายคลึงกับที่เธอรู้สึกได้จากร่างกายของตัวเอง แต่เข้มข้นกว่ามาก

“นี่มันอะไรกัน?” เธอลูบไล้จี้ในมือด้วยความรู้สึกประหลาดใจและงุนงง จี้ชิ้นนี้ดูเหมือนจะเป็นของสำคัญ และการที่มันมาตกอยู่ในลำธารแห่งนี้คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ทันใดนั้นเอง ภาพบางอย่างก็วาบเข้ามาในความคิดของเธอ เป็นภาพที่พร่ามัว คล้ายความฝันที่เลือนลาง… ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมชุดคล้ายกับเธอ กำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง ก่อนจะสะดุดล้มลงใกล้ลำธารแห่งนี้ และจี้นี้ก็หลุดจากคอของเธอไป

ณิชาใจเต้นแรง เธอไม่ใช่คนแรกที่มาที่นี่ หรือไม่ก็ จี้ชิ้นนี้มีความเชื่อมโยงกับ ‘ผู้ถูกเลือก’ คนอื่น… หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของเธอเอง

ขณะที่เธอกำลังจมดิ่งอยู่กับความคิด เสียงกรอบแกรบที่ไม่ได้มาจากใบไม้แห้งก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหลัง เสียงนั้นหนักแน่น คล้ายมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ ณิชารีบหันขวับไปมอง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก

พุ่มไม้ไหวรุนแรง ก่อนที่ร่างของสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่จะปรากฏตัวออกมาจากเงามืด มันมีรูปร่างคล้ายหมาป่า แต่มีขนาดมหึมากว่าสิบเท่า ขนของมันเป็นสีดำสนิทราวกับความมืดมิดยามราตรี ดวงตาของมันเป็นสีแดงฉานเรืองรองดุจถ่านไฟที่กำลังลุกโชน เขี้ยวแหลมคมยื่นยาวออกมาจากปากที่เผยอหอบหายใจ น้ำลายเหนียวข้นหยดย้อยลงสู่พื้นดินด้วยความหิวโหย

และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ…รอบกายของมันมีไอสีดำทะมึนแผ่ออกมาอย่างชัดเจน คล้ายควันพิษที่กัดกินทุกสิ่ง ไอสีดำนั้นทำให้ต้นไม้รอบๆ เหี่ยวเฉาและโรยราลงในชั่วพริบตา มันคือ ‘คำสาปแห่งราชันย์เงา’ ที่เธอเคยได้ยินมา!

สัตว์ประหลาดตนนั้นจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาอำมหิต ราวกับเห็นเธอเป็นเพียงเหยื่ออันโอชะ กรงเล็บแหลมคมของมันจิกลงบนพื้นดิน สร้างรอยลึกบนผืนดินที่เคยอ่อนนุ่ม

ณิชาถอยหลังพรืดด้วยความตกใจกลัว มือของเธอกำจี้สีครามไว้แน่น ร่างกายแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนกจนแทบขยับไม่ได้ เธอไม่เคยคิดฝันว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดดุร้ายจากโลกแฟนตาซีในระยะประชิดเช่นนี้มาก่อน

สัตว์ร้ายคำรามต่ำในลำคอ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เธออย่างรวดเร็วราวกับเงาดำที่พุ่งออกมาจากความมืดมิด เสียงคำรามกึกก้องจนผืนป่าสะเทือนเลื่อนลั่น กลิ่นอายแห่งความตายและพลังมืดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

ณิชาหลับตาปี๋ เตรียมรับชะตากรรม แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น จี้สีครามในมือของเธอกลับเรืองแสงเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม แสงสีฟ้าอ่อนๆ แผ่ออกมาจากจี้ ห่อหุ้มรอบกายของเธอเอาไว้ ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับไอสีดำที่แผ่ออกมาจากสัตว์ประหลาด

เกิดเสียงปะทะกันคล้ายเสียงฟ้าผ่า แสงสีฟ้าและไอสีดำปะทะกันอย่างรุนแรง พลังงานทั้งสองชนิดหักล้างกันจนเกิดคลื่นกระแทกขนาดใหญ่ แรงลมปะทะเข้ากับร่างของณิชาจนเซถลา แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้

สัตว์ร้ายคำรามด้วยความเจ็บปวดเมื่อไอสีดำของมันถูกแสงจากจี้ซัดกระเซ็น มันถอยร่นไปเล็กน้อย ดวงตาแดงฉานจ้องมองมาที่เธอด้วยความประหลาดใจระคนกับความโกรธเกรี้ยว

ณิชาลืมตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าทำให้เธอตกตะลึง แสงสีฟ้าจากจี้ได้สร้างกำแพงพลังงานโปร่งแสงขึ้นมาห่อหุ้มร่างของเธอเอาไว้ ป้องกันเธอจากไอสีดำและคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ เธอรู้สึกถึงความอุ่นสบายที่แผ่ซ่านเข้ามาในกาย คล้ายกับจี้นี้กำลังมอบพลังบางอย่างให้กับเธอ

แต่สัตว์ร้ายก็ยังไม่ยอมแพ้ มันส่งเสียงคำรามอย่างดุดันอีกครั้ง ก่อนจะเตรียมพุ่งเข้าโจมตีเธออีกครา แสงสีฟ้าจากจี้เริ่มสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับว่ากำแพงพลังงานนี้กำลังจะถึงขีดจำกัดแล้ว

ณิชาตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาตั้งคำถาม เธอต้องหนี! แต่หนีไปทางไหน? ในป่าที่ไม่คุ้นเคยนี้ เธอจะเอาตัวรอดได้อย่างไร?

ขณะที่สัตว์ร้ายกำลังจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ณิชาตัดสินใจวิ่งสุดชีวิตไปตามลำธาร โดยไม่รู้เลยว่าเบื้องหน้าของเธอมีอะไรซ่อนอยู่ เธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของสัตว์ร้ายวิ่งตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด เสียงหายใจหอบและเสียงหอบคำรามของมันทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับกลองศึก

เธอวิ่งไปโดยไม่หันกลับไปมอง พยายามใช้ประโยชน์จากความร่มรื่นของต้นไม้ริมลำธารเพื่ออำพรางตัว จี้ในมือยังคงเรืองแสงจางๆ มอบความอบอุ่นและความหวังเล็กๆ ให้กับเธอ

แต่แล้ว ทันทีที่เธอเลี้ยวโค้งไปตามลำธาร ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงักอย่างกะทันหัน

เบื้องหน้าของเธอไม่ใช่ป่า หรือทางออก แต่เป็นหน้าผาสูงชันที่ทอดยาวลงไปในหุบเหวที่มืดมิด มองไม่เห็นก้นเหว เบื้องล่างมีเพียงหมอกหนาทึบและเสียงน้ำตกขนาดใหญ่ที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าร้อง

เธอมาถึงทางตันแล้ว…

ณิชาหันกลับไปมอง สัตว์ร้ายตนนั้นหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอ มันจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาอำมหิต ปิดทางหนีของเธอเอาไว้ ไม่เหลือช่องว่างให้เธอรอดไปได้เลยแม้แต่น้อย

เธอติดอยู่บนหน้าผา ระหว่างสัตว์ร้ายจากคำสาปแห่งราชันย์เงา กับหุบเหวนรกเบื้องล่าง ทางเลือกเดียวของเธอคือ…

จี้สีครามในมือของณิชาส่องประกายเรืองรองอีกครั้ง แรงสั่นสะเทือนจากจี้แผ่ซ่านไปทั่วร่างของเธอ ไม่ใช่ความอบอุ่นที่ปลอบประโลม แต่เป็นความรู้สึกที่คล้ายกับว่ามีพลังงานมหาศาลกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นภายในกาย พร้อมที่จะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ

เธอไม่ได้เป็นแค่หญิงสาวธรรมดาอีกแล้ว แต่เป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ที่มีพลังบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ และในเวลานี้ พลังนั้นกำลังถูกเร่งเร้าให้เผยตัวออกมา

สัตว์ร้ายคำรามก้องอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เธอด้วยความเร็วที่เหนือกว่าครั้งก่อน มันหมายมั่นจะขย้ำเหยื่อให้ตายคามือ

ณิชากัดฟันแน่น ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความมุ่งมั่นและความกลัวที่ผสมปนเปกัน เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้ หรือไม่ก็...ร่วงหล่นลงไปในหุบเหวนรกเบื้องล่างนั้น

แต่แล้วในวินาทีที่คมเขี้ยวของสัตว์ร้ายกำลังจะฝังลงบนร่างของเธอ แสงสีฟ้าจากจี้ก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่แค่แสงที่ห่อหุ้มป้องกันตัว ทว่ามันพุ่งตรงเข้าใส่สัตว์ร้ายอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับลำแสงอัญมณี

สัตว์ร้ายส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนที่ลำแสงสีฟ้าจะพุ่งทะลุผ่านร่างของมัน ทิ้งไว้เพียงรูโหว่ขนาดใหญ่ตรงกลางอก และร่างของมันก็สลายกลายเป็นเถ้าธุลีสีดำไปต่อหน้าต่อตาณิชา

ณิชาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้น เธอเป็นคนทำอย่างนั้นหรือ? พลังนี้คืออะไรกันแน่?

แต่ความตกตะลึงยังไม่ทันจางหายไป แสงจากจี้ก็ยังคงเรืองรองอย่างต่อเนื่อง และจากแสงนั้นเอง ภาพบางอย่างก็ฉายวาบขึ้นมาในความคิดของเธออีกครั้ง ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นภาพที่ชัดเจนราวกับเธอกำลังย้อนเวลาไปในอดีต…

ภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้าคุ้นตาคล้ายกับเธอ สวมชุดเกราะที่ส่องประกายระยิบระยับ ท่ามกลางสมรภูมิรบอันดุเดือด เธอถือดาบที่ส่องแสงสีฟ้า พุ่งทะลวงเข้าใส่กองทัพเงาที่บุกเข้ามาไม่หยุดหย่อน… และที่สำคัญที่สุด หญิงสาวคนนั้นสวมจี้ชิ้นเดียวกับที่เธอถืออยู่ในมือ!

เธอคือใครกัน? ทำไมถึงเหมือนเธอราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน? และทำไมภาพเหล่านั้นถึงได้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเธอในเวลานี้?

ณิชาหอบหายใจอย่างหนัก หัวใจยังคงเต้นรัวด้วยความสับสนและหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความรู้สึกบางอย่างที่ประหลาดก่อตัวขึ้นในใจ… ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดกับภาพที่เห็น ราวกับว่าเธอเคยมีชีวิตอยู่ในสมรภูมิรบแห่งนั้นมาก่อน

จี้ในมือของเธอยังคงเรืองแสง และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของเธอก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหว คล้ายมีบางสิ่งบางอย่างขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่อยู่ใต้พื้นดิน

รอยร้าวขนาดใหญ่เริ่มปรากฏขึ้นบนพื้นผิวดินที่เธอเหยียบอยู่ มันลามอย่างรวดเร็วราวกับใยแมงมุม ก่อนที่จะแยกออกจากกันอย่างฉับพลัน

ณิชารู้สึกว่าพื้นดินใต้เท้าของเธอกำลังถล่มลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง เธอพยายามคว้าหาอะไรยึดเหนี่ยว แต่ก็ไม่มีอะไรให้จับได้เลย ร่างของเธอกำลังร่วงหล่นลงไปในหุบเหวนรกเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังกลืนกินเธอไป แสงสีฟ้าจากจี้ยังคงเรืองรองสว่างไสว เผยให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินที่เพิ่งถล่มลงไป… เป็นทางเข้าสู่ถ้ำโบราณขนาดมหึมา ที่มีประตูหินขนาดใหญ่สลักลวดลายประหลาดปิดสนิทอยู่

และจากความมืดมิดภายในถ้ำนั้นเอง ดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้น มันจ้องมองมาที่เธออย่างเฉยชา ก่อนที่จะมีเงาร่างขนาดใหญ่ขยับตัวออกมาจากความมืดมิด คล้ายกับว่ามันกำลังตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน…

นี่มันอะไรกันแน่? เธอร่วงหล่นลงมาในรังของสัตว์ร้ายตัวอื่น หรือนี่คือหนทางสู่ปริศนาแห่งคำสาปที่เธอต้องไข?

ณิชาปิดเปลือกตาลงแน่น เตรียมรับชะตากรรมที่ไม่อาจคาดเดาได้ แต่ในห้วงความคิดสุดท้ายก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินทุกสิ่ง เธอรู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่กำลังถูกปลดปล่อยออกมาจากจี้ในมือ และจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณของเธอเอง… เหมือนกับว่าการตื่นขึ้นของเธอนั้น กำลังปลุกบางสิ่งบางอย่างที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกันด้วย…

และเงาร่างขนาดใหญ่นั้นก็เคลื่อนที่เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะพร้อมต้อนรับ ‘ผู้มาเยือน’ ที่ไม่ได้รับเชิญสู่ห้วงลึกที่สุดของมิติที่สิบหกแห่งโชคชะตา

หน้านิยาย
หน้านิยาย
สลับภพชะตา

สลับภพชะตา

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!