เปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดออกอีกครั้ง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือท้องฟ้าสีครามสดใส ก้อนเมฆสีขาวนุ่มฟูลอยอ้อยอิ่งราวกับภาพวาด แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น ไม่ได้ร้อนแรงจนแสบผิว แต่กลับให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด
เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เธอไม่คุ้นชื่อผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นๆ ที่เพิ่งได้รับการพรมจากน้ำค้างยามเช้า มันเป็นกลิ่นที่บริสุทธิ์และสดชื่นจนทำให้เธอรู้สึกราวกับปอดที่เคยอุดอู้ของเธอได้ถูกชำระล้างจนหมดสิ้น สติที่เคยพร่าเลือนเริ่มกลับมาเชื่อมโยงกันทีละน้อย ความรู้สึกของการถูกบิดขยี้จากทุกทิศทางยังคงทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดระบมไปทั่วทั้งร่างกาย ราวกับว่ากระดูกทุกซี่ถูกแยกออกจากกันก่อนจะถูกประกอบกลับเข้าไปใหม่
ณิชาพยายามขยับตัว แขนขาของเธอหนักอึ้งและไร้เรี่ยวแรง เธอค่อยๆ ตะแคงกาย พยุงตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆ สัมผัสแรกที่ผิวกายรู้สึกได้คือความเย็นชื้นของผืนหญ้าที่อ่อนนุ่ม ราวกับปูพรมต้อนรับเธอสู่โลกใบใหม่นี้ เธอสำรวจรอบกายอย่างระมัดระวัง รอบตัวเธอคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ สีสันสดใสแข่งกันอวดโฉม ทั้งแดง ส้ม เหลือง ม่วง น้ำเงิน ไล่เรียงกันเป็นทางยาวสุดลูกหูลูกตา
เบื้องหน้าเธอคือผืนป่าทึบที่ต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้าขึ้นเรียงราย ใบไม้สีเขียวเข้มสลับกับสีทองอร่ามยามต้องแสงอาทิตย์ดูราวกับอัญมณีล้ำค่า เสียงน้ำไหลรินแว่วมาแต่ไกล ชวนให้จิตใจสงบอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเยียวยาทุกบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นกายหรือใจ
นี่คือมิติที่สิบหกหรือ?
คำถามผุดขึ้นในใจของเธอ ภาพของ "คำสาปแห่งราชันย์เงา" ที่กัดกินพลังชีวิตและเวทมนตร์กลับตรงกันข้ามกับความงดงามและเปี่ยมชีวิตชีวาที่เธอเห็นอยู่เบื้องหน้า เธอเคยจินตนาการถึงโลกที่ใกล้จะล่มสลาย โลกที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและพลังงานที่ร่วงโรย แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเธอคือสรวงสวรรค์บนดินชัดๆ หรือว่าเธอมาถึงก่อนที่คำสาปจะแผ่ขยายมาถึงที่นี่? หรือนี่คือสถานที่ที่ถูกซ่อนเร้นไว้จากหายนะเหล่านั้น?
เธอตรวจดูสภาพร่างกายของตัวเอง เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ยังคงเป็นชุดเดิมจากโลกปัจจุบัน ที่ดูเรียบง่ายแต่ทนทาน ไม่ได้ฉีกขาดหรือเปรอะเปื้อนจนน่าตกใจ เว้นแต่รอยยับย่นที่เกิดจากการเดินทางอันยาวนานและทรมาน พลังเวทมนตร์ที่เคยรู้สึกว่าไหลเวียนอยู่ภายในกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่ความว่างเปล่าเสียทีเดียว แต่เป็นความรู้สึกเหมือนน้ำในบ่อที่กำลังนิ่งสนิท ไม่ได้ปั่นป่วนหรือพุ่งพล่านอย่างที่เคยเป็น
“สวัสดี...มีใครอยู่ไหมคะ” เธอลองเปล่งเสียงออกไป เสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อย แต่ก็ดังพอที่จะก้องสะท้อนไปในความเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วตอบกลับมา ราวกับโลกทั้งใบเป็นของเธอเพียงผู้เดียว
เธอตัดสินใจที่จะเคลื่อนไหว การอยู่นิ่งๆ คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เธอต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเธออยู่ที่ไหนกันแน่ และจุดประสงค์ของการพาเธอมาที่นี่คืออะไร เธอค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ความเจ็บปวดที่โถมเข้าใส่ทำให้เธอต้องกัดฟันแน่น แต่เธอก็ฝืนทนยืนหยัดขึ้นมาได้สำเร็จ ขาของเธอรู้สึกอ่อนแรงเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถก้าวเดินได้
ณิชาเริ่มเดินสำรวจไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียงน้ำไหล เธอคิดว่าแหล่งน้ำน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการค้นหาอารยธรรมหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อาจอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ การเดินผ่านทุ่งดอกไม้กว้างใหญ่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในความฝัน ดอกไม้บางดอกมีกลีบเลี้ยงเรืองแสงระยิบระยับยามต้องแสงอาทิตย์ยามเช้า ราวกับดวงดาวที่ตกลงมาบนผืนหญ้า เธออดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปสัมผัสกลีบดอกไม้สีฟ้าอ่อนที่ส่องประกายระยิบระยับนั้น
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกลีบดอกไม้ พลังงานบางอย่างที่เย็นเยียบและอ่อนโยนก็ไหลผ่านเข้ามาในร่างกายของเธอ มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับพลังเวทมนตร์ แต่ละเอียดอ่อนและบริสุทธิ์กว่ามาก เธอรู้สึกได้ถึงความสดชื่นที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางดูเหมือนจะจางหายไปในพริบตา ราวกับว่าดอกไม้ต้นนี้มีพลังในการฟื้นฟู เธอรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความทึ่ง เธอถอยมือออกช้าๆ มองดูดอกไม้ที่ยังคงเรืองแสงอย่างสงบนิ่ง
นี่คือพลังของมิติที่สิบหกงั้นหรือ? พลังที่หลับใหลอยู่ตามธรรมชาติ?
ความตื่นเต้นผสมกับความระแวงก่อตัวขึ้นในใจ พลังงานนี้เป็นของจริง และมันบริสุทธิ์มาก แต่ถ้าหากคำสาปแห่งราชันย์เงาแผ่ขยายมาถึงที่นี่ มันจะส่งผลกระทบต่อพลังงานเหล่านี้อย่างไร? หรือว่าพลังงานเหล่านี้คือสิ่งที่คำสาปต้องการกัดกิน?
เธอตัดสินใจที่จะไม่แตะต้องดอกไม้อื่นๆ อีกในตอนนี้ แต่จดจำลักษณะของมันไว้ เธอเดินต่อมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียงน้ำไหล เสียงนั้นยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอพบกับลำธารใสสะอาดที่คดเคี้ยวไปตามโขดหิน ลำธารกว้างราวสิบเมตร น้ำใสจนมองเห็นกรวดหินหลากสีที่อยู่ก้นลำธาร ฝูงปลาตัวเล็กๆ ที่มีเกล็ดสีรุ้งแหวกว่ายอย่างอิสระ แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำ เกิดเป็นประกายระยิบระยับชวนมอง
ณิชาทรุดตัวลงข้างลำธาร ยื่นมือไปตักน้ำขึ้นมาจิบเล็กน้อย น้ำนั้นเย็นชื่นใจและไร้รสชาติ แต่กลับทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้สึกราวกับว่ากำลังดื่มน้ำทิพย์ที่ชำระล้างความสกปรกทั้งปวงออกไปจากร่างกาย
หลังจากดับกระหายแล้ว เธอเงยหน้าขึ้นมองรอบๆ ลำธาร สองฝั่งลำธารมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรียงรายหนาแน่น ราวกับกำแพงธรรมชาติที่กั้นโลกนี้ไว้จากภายนอก มีก้อนหินขนาดใหญ่น้อยตั้งอยู่ประปราย และที่น่าสนใจคือ มีร่องรอยของการสัญจรปรากฏให้เห็นเล็กน้อย ร่องรอยคล้ายทางเดินที่ถูกเหยียบย่ำ แต่ไม่ชัดเจนนัก ราวกับว่าเป็นทางเดินที่ไม่ได้ถูกใช้งานมานานแล้ว
เธอตัดสินใจที่จะเดินตามร่องรอยนั้นไป ไม่ว่ามันจะนำไปสู่ที่ใด อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าการไร้ทิศทาง ร่องรอยนั้นนำเธอเลียบไปตามริมลำธาร ผ่านป่าทึบที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณแปลกตา บางต้นมีใบสีเงินระยับ บางต้นมีดอกไม้ที่เบ่งบานเป็นรูปทรงแปลกๆ ราวกับรูปปั้นที่แกะสลักจากหิน เธอพยายามจดจำทุกรายละเอียด เก็บเกี่ยวข้อมูลใส่สมองให้มากที่สุด เพราะเธอรู้ดีว่าความรู้คืออาวุธที่สำคัญที่สุดของเธอในโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้
ระหว่างทาง เธอสังเกตเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่ดูแตกต่างไปจากต้นอื่นๆ มันเป็นต้นไม้ใหญ่ยักษ์ที่สูงเสียดฟ้า ลำต้นของมันบิดเกลียวเป็นลวดลายประหลาด เปลือกไม้มีสีดำสนิทราวกับถูกเผาไหม้ แต่กลับไม่มีร่องรอยของไฟ ใบของมันเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำ และที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ มีเถาวัลย์สีเงินเรืองแสงพันเลื้อยอยู่รอบลำต้นขึ้นไปจนถึงยอด
เถาวัลย์สีเงินนั้นส่องประกายระยิบระยับคล้ายกับดอกไม้ที่เธอสัมผัสก่อนหน้านี้ แต่ต้นไม้สีดำกลับให้ความรู้สึกที่ตรงกันข้าม มันแผ่รังสีบางอย่างที่หนักอึ้งและเย็นเยียบออกมา ราวกับเป็นจุดศูนย์รวมของความมืดมิด ณิชารู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที แม้ว่าอากาศรอบข้างจะอบอุ่นและสดชื่นก็ตาม เธอรู้สึกได้ถึงพลังงานที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ระหว่างความบริสุทธิ์ของเถาวัลย์สีเงินและความมืดมิดของต้นไม้สีดำ
นี่คือสิ่งที่มีชีวิตที่ถูกคำสาปงั้นหรือ? หรือมันคือสัญลักษณ์ของสมดุลบางอย่าง?
เธอเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้นั้นอย่างระมัดระวัง หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความสงสัยและความกลัว เธอพยายามสังเกตรายละเอียดของต้นไม้สีดำ มันดูเหมือนจะยังมีชีวิตอยู่ แต่กลับรู้สึกเหมือนมันกำลังถูกกัดกินจากภายใน ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังดูดกลืนพลังชีวิตของมันไปอย่างช้าๆ
ทันใดนั้น เธอพลันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่โคนต้นไม้ ท่ามกลางรากไม้ขนาดมหึมาที่แผ่ขยายออกไปบนพื้นดิน มีวัตถุบางอย่างซ่อนอยู่ มันเป็นก้อนหินสีดำสนิทที่มีขนาดประมาณศีรษะคน มีลวดลายสลักเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อนและไม่คุ้นตา มันไม่ได้เป็นเพียงก้อนหินธรรมดา เพราะมันเรืองแสงสีแดงจางๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ เป็นแสงที่ดูมืดมนและน่ากลัว แต่ก็ชวนให้หลงใหลอย่างประหลาด
ความรู้สึกเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากต้นไม้ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเมื่อเธอเข้าใกล้ก้อนหินสีดำนั้น ณิชารู้สึกราวกับถูกสายตาที่มองไม่เห็นจ้องมองอยู่จากเงามืดบางแห่ง เธอก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เธอเอื้อมมือออกไปช้าๆ เพื่อจะสัมผัสก้อนหินนั้น
พลัน!
เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นจากด้านหลังต้นไม้สีดำ เป็นเสียงที่ดุดันและเต็มไปด้วยโทสะ ราวกับเสียงสัตว์ป่าขนาดมหึมาที่ถูกรบกวน ณิชาชะงักมือค้าง หันขวับกลับไปมองด้วยความตกใจ ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นเงาตะคุ่มขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังความมืดมิดของป่าทึบ สิ่งนั้นมีขนาดมหึมา ลำตัวปกคลุมไปด้วยขนสีดำสนิท ดวงตาเรืองแสงสีแดงฉานจ้องมองมาที่เธออย่างไม่ลดละ มันไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดาที่เธอเคยเห็น แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว ราวกับปีศาจที่หลุดออกมาจากห้วงนรก
พลังเวทมนตร์ภายในตัวของณิชาพลันปั่นป่วนอย่างรุนแรง พลังที่เคยนิ่งสงบเมื่อครู่กลับพุ่งพล่านราวกับน้ำในหม้อที่เดือดจัด เตือนเธอว่าภัยกำลังมาเยือน ความรู้สึกเย็นเยือกจากต้นไม้สีดำทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าคือส่วนหนึ่งของมัน และก้อนหินสีดำที่เปล่งแสงสีแดงจางๆ ก็ดูเหมือนจะสั่นสะเทือนเบาๆ
สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาตัวนั้นก้าวออกมาจากเงามืดอย่างช้าๆ เผยให้เห็นรูปร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและเขี้ยวเล็บที่คมกริบ กลิ่นสาบที่รุนแรงปะทะจมูกเธออย่างจัง มันเป็นกลิ่นของความตายและความเน่าเปื่อยที่ผสมผสานกับกลิ่นอายของพลังงานมืดมิด
นี่คือปีศาจ หรือคือสิ่งที่คำสาปสร้างขึ้น?
ณิชาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอมองจ้องไปที่ดวงตาสีแดงฉานของสัตว์ประหลาดอย่างไม่วางตา มันเริ่มย่างก้าวเข้าหาเธออย่างช้าๆ ก้าวแต่ละก้าวทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย มันกำลังมา…กำลังมาหาเธอ…และเธอรู้สึกได้ว่าพลังที่หลับใหลอยู่ภายในตัวกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างรุนแรง
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้คิดอะไร หรือตอบสนองต่อภัยคุกคามที่อยู่ตรงหน้า เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เสียงที่ก้องกังวานและทรงพลังกว่าเสียงคำรามของสัตว์ประหลาดหลายเท่า
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงนั้นดังมาจากอีกทิศทางหนึ่งของป่า พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาร่างหนึ่งที่พุ่งทะยานออกมาจากเงามืด ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิทจนแทบกลืนหายไปกับความมืดมิดของป่า แต่กลับมีประกายสีฟ้าอ่อนเรืองรองอยู่รอบตัว บ่งบอกถึงพลังเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ
สัตว์ประหลาดสีดำชะงักกึก หันไปมองยังทิศทางของเสียงด้วยความไม่พอใจ มันคำรามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเสียงที่แสดงถึงความลังเลและความหวาดระแวง ไม่ใช่แค่ความดุดันเพียงอย่างเดียว
ร่างในชุดคลุมสีดำเคลื่อนไหวรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน เพียงชั่วพริบตา เขาก็มายืนขวางอยู่ระหว่างณิชาและสัตว์ประหลาดขนาดมหึมา แสงสีฟ้าอ่อนรอบตัวเขาส่องสว่างขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่คมคายภายใต้ผ้าคลุมที่ดึงรั้งขึ้นมาปิดบังบางส่วน ดวงตาของเขามีสีฟ้าเข้มราวกับท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยดวงดาว จ้องมองสัตว์ประหลาดอย่างเยือกเย็นและเด็ดขาด
ณิชาได้แต่ยืนนิ่งราวกับถูกตรึงด้วยเวทมนตร์ เธอไม่รู้ว่าชายผู้นี้คือใคร เป็นมิตรหรือศัตรู แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่ใช่คนธรรมดา และพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขาก็รุนแรงจนทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือนในอากาศ
“กลับไปซะ…เจ้าสิ่งมีชีวิตที่ถูกคำสาป” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
สัตว์ประหลาดคำรามอีกครั้งอย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมล่าถอยกลับเข้าไปในเงามืดของป่าในที่สุด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นสาบและร่องรอยความหวาดกลัวที่ยังคงอบอวลในอากาศ
เมื่อสัตว์ประหลาดหายลับไป ชายผู้นั้นก็หันมาเผชิญหน้ากับณิชาช้าๆ แสงสีฟ้าอ่อนยังคงเรืองรองรอบตัวเขา เผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ซึ่งดูคล้ายกับจะเยาะเย้ย แต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ณิชาไม่อาจเข้าใจได้
ดวงตาสีฟ้าเข้มของเขาจ้องมองเธออย่างพิจารณา ราวกับกำลังอ่านความคิดทั้งหมดของเธออยู่ แสงสว่างจากตัวเขาทำให้เธอเห็นรายละเอียดใบหน้าของเขาได้ชัดเจนขึ้น ชายผู้นี้ดูหนุ่มแน่น แต่กลับมีแววตาที่ลึกล้ำราวกับผ่านโลกมานับพันปี
“ยินดีต้อนรับสู่…แดนสนธยา” เขาเอ่ยขึ้นช้าๆ ด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวาน “ข้าคิดว่าเราคงมีเรื่องต้องคุยกันอีกมาก…ผู้ถูกเลือก”
ณิชาอ้าปากค้างด้วยความตกใจและสับสน คำว่า “แดนสนธยา” และ “ผู้ถูกเลือก” ก้องอยู่ในหัวของเธอ เธอไม่รู้ว่าเขาคือใคร รู้จักเธอได้อย่างไร และทำไมเขาถึงมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ แต่ที่แน่ๆ คือ ชายผู้นี้รู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเธอ และเกี่ยวกับมิติที่สิบหกแห่งนี้ มากกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยถามอะไร แสงสีฟ้าอ่อนจากตัวเขาก็พลันสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง จนเธอต้องหรี่ตาลงด้วยความแสบตา และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ชายผู้นั้นก็พลันหายไปจากตรงนั้นแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความรู้สึกประหลาดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ ราวกับว่าเขากลืนหายไปกับสายลม
ณิชายืนอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางป่าทึบและแสงอาทิตย์ยามเช้าที่เริ่มสาดส่องแรงขึ้น แต่ความรู้สึกหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจของเธอกลับไม่ได้จางหายไปเลยแม้แต่น้อย เธอมองไปยังทิศทางที่ชายผู้นั้นหายไปอย่างเลื่อนลอย
แดนสนธยา? ผู้ถูกเลือก?
และก้อนหินสีดำที่เปล่งแสงสีแดงจางๆ ที่โคนต้นไม้ใหญ่ก็ยังคงอยู่ที่นั่น…มันดูราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง…หรือกำลังเฝ้ามองเธออยู่…
ทันใดนั้น เธอพลันรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าเดิม แรงสั่นสะเทือนที่มาจากใต้พื้นดิน ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้โลกที่เธอยืนอยู่ เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากทุกทิศทางรอบตัวเธอ และผืนดินใต้เท้าของเธอก็เริ่มปริร้าวช้าๆ เผยให้เห็นรอยแยกสีดำสนิทที่แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
ณิชารู้สึกได้ถึงความร้อนระอุที่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับกลิ่นกำมะถันที่ฉุนกึก และแสงสีแดงเข้มที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับว่าพื้นโลกกำลังจะถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ และจากรอยแยกนั้นเอง เงาร่างบางอย่างก็เริ่มผุดขึ้นมา…ไม่ใช่สัตว์ประหลาดตัวเดียว…แต่เป็นเงาจำนวนนับไม่ถ้วน…ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาสู่ผืนโลก ราวกับกองทัพแห่งความมืดที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากห้วงลึกที่สุดของมิติ
นี่ไม่ใช่แค่การต้อนรับ แต่เป็นการประกาศสงครามครั้งใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และณิชาก็อยู่ตรงกลางของมันพอดี…

สลับภพชะตา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก