เปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดออกอีกครั้ง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือท้องฟ้าสีครามสดใส ก้อนเมฆสีขาวนุ่มฟูลอยอ้อยอิ่งราวกับภาพวาด แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น ไม่ได้ร้อนแรงจนแสบผิว แต่กลับให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด
เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เธอไม่คุ้นชื่อผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นๆ ที่เพิ่งได้รับการพรมจากน้ำค้างยามเช้า มันเป็นกลิ่นที่บริสุทธิ์และสดชื่นจนทำให้เธอรู้สึกราวกับปอดที่เคยอุดอู้ของเธอได้ถูกชำระล้างจนหมดสิ้น สติที่เคยพร่าเลือนเริ่มกลับมาเชื่อมโยงกันทีละน้อย ความรู้สึกที่เหมือนถูกบิดขยี้จากทุกทิศทาง ความว่างเปล่าอันมืดมิดไร้สิ้นสุด... มันไม่ใช่ฝัน และมันก็ไม่ใช่ครั้งแรก ณิชาขยับนิ้วมือและนิ้วเท้าช้าๆ พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่ดูเหมือนจะหายไปพร้อมกับการเดินทางข้ามมิติครั้งล่าสุดนี้ เธอรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายอย่างประหลาด เหมือนเพิ่งตื่นจากการหลับใหลอันยาวนานที่ฟื้นฟูทุกส่วนของเธอให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
เธอพยุงตัวขึ้นนั่งช้าๆ มองสำรวจรอบกาย ดอกไม้ป่านานาพรรณที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในโลกเดิมของเธอเบ่งบานอวดสีสันสดใสราวกับจิตรกรผู้เก่งกาจได้บรรจงแต้มสีลงบนผืนผ้าใบ พุ่มไม้เตี้ยๆ ที่มีใบสีเงินสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนๆ สลับกับต้นไม้สูงใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ใบของพวกมันมีสีเขียวเข้มกว่าต้นไม้ที่เธอคุ้นเคย และมีดอกไม้เล็กๆ สีม่วงอ่อนแซมอยู่ประปราย มันไม่ใช่ป่าทึบ แต่เป็นเหมือนป่าโปร่งที่มีลำแสงของตะวันส่องลอดลงมาเป็นลำๆ สร้างความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และงดงามจับตา
"ที่นี่...ที่ไหนกันอีกนะ" เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เธอลูบแขนตัวเองขึ้นลง พยายามสัมผัสถึงความเป็นจริงของสถานการณ์ ณิชารู้สึกได้ว่าเธอสวมชุดที่แตกต่างออกไปจากชุดที่เธอจำได้ครั้งสุดท้าย มันเป็นชุดผ้าเนื้อนุ่มสีขาวสะอาดตา คล้ายชุดนอนแต่มีลวดลายละเอียดอ่อนปักอยู่ที่ชายแขนเสื้อและคอเสื้อ ผ้าพลิ้วไหวไปตามลมยามที่เธอลุกขึ้นยืน สิ่งมหัศจรรย์คือรองเท้าของเธอก็เปลี่ยนไปเป็นรองเท้าหุ้มส้นสีขาวที่เข้ากับชุดอย่างพอดิบพอดี
ไม่นานนัก ความทรงจำอันพร่ามัวก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เธอจำได้ถึงการต่อสู้ครั้งก่อน การใช้พลังที่เหนือกว่าความเข้าใจของเธอ การพยายามช่วยชีวิตใครบางคน และจากนั้น... แสงสว่างจ้าที่กลืนกินทุกสิ่ง เธอมาที่นี่ได้อย่างไร? การเดินทางข้ามมิติครั้งนี้มีจุดประสงค์อะไร? เธอถูกส่งมาด้วยความตั้งใจ หรือเป็นเพียงผลพวงจากการใช้พลังที่ควบคุมไม่ได้? คำถามมากมายผุดขึ้นในใจของเธอ แต่ก็ไม่มีคำตอบ
ณิชาเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เท้าของเธอสัมผัสกับพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยหญ้านุ่มและมอสส์สีเขียวชอุ่ม มันให้ความรู้สึกเย็นสบายและสะอาดบริสุทธิ์ ทุกย่างก้าวของเธอดูราวกับเป็นการสำรวจโลกใบใหม่ที่ไม่เคยถูกมนุษย์ย่างกรายเข้ามา เห็ดหลากสีสันผุดขึ้นจากโคนต้นไม้ใหญ่ บางชนิดมีเรืองแสงอ่อนๆ คล้ายหิ่งห้อยที่ติดอยู่กับพื้นดิน ผีเสื้อปีกใสขนาดใหญ่บินวนรอบดอกไม้ ส่งเสียงกระพือปีกเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบจากธรรมชาติ อากาศที่นี่บริสุทธิ์จนเธอรู้สึกว่าปอดของเธอไม่เคยได้รับอากาศที่บริสุทธิ์เท่านี้มาก่อนในชีวิต
เธอเดินลึกเข้าไปในป่าโปร่งเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทางที่แน่นอน ใจหนึ่งก็หวังว่าจะได้พบเจอกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่จะให้คำตอบ หรืออย่างน้อยก็เป็นเบาะแสว่าเธออยู่ที่ไหน แต่ในอีกใจหนึ่งก็รู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งแปลกปลอมที่อาจซ่อนตัวอยู่ในความเงียบงันของป่าแห่งนี้ เธอระมัดระวังทุกย่างก้าว พยายามใช้ประสาทสัมผัสทุกส่วนเพื่อรับรู้ถึงอันตรายที่อาจจะมาถึง กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าเริ่มเปลี่ยนไปเป็นกลิ่นหอมหวานของผลไม้ที่สุกงอม เสียงน้ำไหลรินแผ่วๆ เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ณิชามีความหวัง
"น้ำ..." เธอพึมพำกับตัวเอง ลำคอของเธอเริ่มแห้งผาก เธอเดินตามเสียงน้ำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งป่าเริ่มเปิดโล่งออก เผยให้เห็นทัศนียภาพอันน่าทึ่งเบื้องหน้า ลำธารใสราวกับกระจกไหลลดเลี้ยวเคี้ยวคดไปตามโขดหินที่ปกคลุมด้วยมอสส์สีเขียวเข้ม น้ำในลำธารใสจนสามารถมองเห็นก้อนกรวดหลากสีที่ก้นลำธารได้อย่างชัดเจน เหนือลำธารขึ้นไปมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาจนคล้ายซุ้มประตูธรรมชาติ และที่น่าทึ่งที่สุดคือดอกบัวสีทองขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางลำธาร มันไม่ใช่ดอกบัวธรรมดา แต่มันเรืองแสงอ่อนๆ ราวกับมีพลังงานบางอย่างอยู่ภายในกลีบดอก
ณิชาเดินเข้าไปใกล้ลำธาร เธอคุกเข่าลงและใช้มือรองน้ำขึ้นมาดื่ม น้ำเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอ บรรเทาความกระหายที่รุมเร้า เธอรู้สึกได้ถึงพลังงานที่อ่อนโยนแต่แข็งแกร่งไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายจากน้ำที่เธอดื่ม มันไม่ใช่แค่ความสดชื่น แต่เป็นความรู้สึกของการฟื้นฟูอย่างแท้จริง เธอรู้สึกว่าร่างกายของเธอมีชีวิตชีวามากขึ้น ดวงตาของเธอสามารถมองเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และโสตประสาทของเธอก็รับรู้เสียงต่างๆ ได้คมชัดกว่าที่เคย
หลังจากดื่มน้ำจนอิ่ม ณิชาเงยหน้าขึ้นมองรอบๆ อีกครั้ง สายตาของเธอไปสะดุดกับสิ่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากลำธารนัก มันเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงประหลาด คล้ายกับผลึกที่ถูกเจียระไนอย่างหยาบๆ สีของมันเป็นสีเขียวมรกตเรืองแสงอ่อนๆ และมีอักษรโบราณบางอย่างสลักอยู่บนพื้นผิว อักษรเหล่านั้นไม่ใช่ภาษาที่เธอคุ้นเคย แต่กลับรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นที่ไหนสักแห่งมาก่อน
ด้วยความสงสัย ณิชาเดินเข้าไปใกล้ก้อนหินนั้นช้าๆ เธอเอื้อมมือออกไปสัมผัสพื้นผิวของมัน ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอแตะต้องก้อนหิน พลังงานบางอย่างก็ไหลผ่านจากก้อนหินเข้าสู่ร่างของเธออย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความรู้สึกที่คล้ายกับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง ทำให้เธอขนลุกซู่ ภาพบางอย่างก็ฉายวาบเข้ามาในจิตใจของเธอ ภาพของปราสาทโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ภาพของผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ภาพของสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีปีกสีขาวบริสุทธิ์กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า... และภาพสุดท้ายคือดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งที่จ้องมองมายังเธอจากเงามืด
ณิชาสะดุ้งสุดตัว เธอรีบชักมือกลับ พลังงานที่ไหลเวียนในตัวเธอก็พลันหยุดลง ภาพหลอนเหล่านั้นหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้สึกหวาดหวั่นยังคงเกาะกุมจิตใจของเธอ เธอถอยห่างจากก้อนหินนั้นสองสามก้าว หอบหายใจถี่รัว หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอก มันเกิดอะไรขึ้น? ภาพเหล่านั้นคืออะไร? และทำไมเธอถึงรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างประหลาด?
ขณะที่เธอกำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังมาจากด้านหลังของต้นไม้ใหญ่ ณิชารีบหันขวับไปมอง หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายเธอเย็นเฉียบ
เบื้องหลังต้นไม้ใหญ่ ปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอมีใบหน้าที่งดงามราวกับนางฟ้า ดวงตาของเธอเป็นสีเงินระยิบระยับ ผมยาวสลวยสีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวไปตามสายลม และที่น่าตกใจที่สุดคือปีกคู่ใหญ่สีขาวบริสุทธิ์ที่งอกออกมาจากแผ่นหลังของเธอ ราวกับภาพที่เธอเพิ่งเห็นในนิมิต หญิงสาวคนนั้นสวมชุดสีขาวเช่นเดียวกับเธอ แต่ชุดของเธอดูหรูหราและสง่างามกว่ามาก เธอกำลังจ้องมองมายังณิชาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและความสงสัย
ณิชาไม่รู้จะทำอย่างไร เธอไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตแบบนี้มาก่อนในชีวิต แม้จะเคยได้ยินเรื่องราวของเผ่าพันธุ์ที่มีปีกในมิติที่สิบหก แต่การได้เห็นด้วยตาตัวเองนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เธอจะพูดอะไร? เธอควรจะหนีไปดีไหม? แต่ขาของเธอกลับแข็งทื่อไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
หญิงสาวมีปีกเริ่มก้าวเดินเข้ามาหาณิชาอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเธอดูนุ่มนวลราวกับไม่มีน้ำหนัก สายตาของเธอยังคงจับจ้องมาที่ณิชาอย่างไม่วางตา เมื่อเธอเข้ามาใกล้พอที่ณิชาจะได้ยินเสียง เธอจึงเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งแก้ว “ในที่สุด...เจ้าก็มาถึง”
คำพูดของหญิงสาวทำให้ณิชาตกใจยิ่งกว่าเดิม “เจ้า...รู้จักฉัน?” เธอถามกลับไปอย่างตะกุกตะกัก
รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวมีปีก “ใช่... ข้ารอเจ้ามานานแสนนานแล้ว ผู้ถูกเลือก... ผู้ที่จะนำพาแสงสว่างกลับคืนสู่มิตินี้” เธอหยุดเดินเมื่อมาอยู่ตรงหน้าณิชา มือของเธอยกขึ้นช้าๆ ราวกับจะเอื้อมมาแตะใบหน้าของณิชา แต่แล้วดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อสายตาของเธอไปเห็นสร้อยคอที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อของณิชา สร้อยคอที่ดูเหมือนอัญมณีสีดำสนิท แต่มีแสงสีแดงเรื่อๆ เปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา
สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นซีดเผือด รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้าของเธอ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความอ่อนโยนกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับเห็นภูตผีปีศาจ “ไม่จริง...มันเป็นไปไม่ได้!” เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เจ้า...เจ้ามี...คำสาป!”
คำพูดสุดท้ายของหญิงสาวดังก้องอยู่ในโสตประสาทของณิชา ก่อนที่สติของเธอจะพลันพร่าเลือน ความมืดมิดเริ่มกลืนกินทุกสิ่งรอบตัวเธอ หญิงสาวมีปีก สร้อยคอที่เธอไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ และคำว่า "คำสาป" ทุกอย่างปะปนกันอยู่ในหัวของเธออย่างวุ่นวาย ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาวมีปีกที่กำลังมองมายังเธอด้วยความหวาดกลัวสุดขีด และจากนั้น... ทุกอย่างก็ดับวูบลงอีกครั้ง ร่างของณิชาทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความหวาดกลัวที่แขวนอยู่ในอากาศ... และสร้อยคอสีดำที่เปล่งแสงสีแดงเรื่อๆ อย่างน่าขนลุกบนพื้นหญ้าข้างกายเธอ

สลับภพชะตา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก