สลับภพชะตา

ตอนที่ 19 — ตื่นขึ้นในโลกอันบริสุทธิ์

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,322 คำ

เปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดออกอีกครั้ง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือท้องฟ้าสีครามสดใส ก้อนเมฆสีขาวนุ่มฟูลอยอ้อยอิ่งราวกับภาพวาด แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น ไม่ได้ร้อนแรงจนแสบผิว แต่กลับให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด

เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เธอไม่คุ้นชื่อผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นๆ ที่เพิ่งได้รับการพรมจากน้ำค้างยามเช้า ‌มันเป็นกลิ่นที่บริสุทธิ์และสดชื่นจนทำให้เธอรู้สึกราวกับปอดที่เคยอุดอู้ของเธอได้ถูกชำระล้างจนหมดสิ้น สติที่เคยพร่าเลือนเริ่มกลับมาเชื่อมโยงกันทีละน้อย ความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดประหนึ่งกระแสธารที่ไหลย้อนกลับมารวมตัวกัน ณ จุดศูนย์กลางแห่งการรับรู้ของเธอ ณิชาพริบตาถี่ๆ เมื่อความพร่ามัวในม่านตาจางหายไป ความคมชัดของภาพที่เห็นก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นจนน่าตกใจ ​เธอรับรู้ถึงสีเขียวขจีของใบไม้ทุกใบ สีสันสดใสของดอกไม้ป่าที่ผลิบานละลานตาจนราวกับจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่บรรจงแต้มแต่ง แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องทะลุผ่านหมู่แมกไม้เป็นลำริ้ว คลอเคล้าด้วยเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วและเสียงน้ำไหลรินจากที่ใดสักแห่งที่เธอยังมองไม่เห็น

ความรู้สึกลึกซึ้งถึงภารกิจที่แบกรับ ความจริงอันโหดร้ายของ 'คำสาปแห่งราชันย์เงา' ที่กัดกินโลกใบนี้ และชะตากรรมของ ‍'ผู้ถูกเลือก' ที่ถูกผลักไสมายังมิติที่สิบหกไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนที่พังทลาย มันไม่ได้ทำให้เธอตื่นตระหนก ทว่ากลับเป็นความสงบเยือกเย็นที่น่าประหลาดใจ ราวกับร่างกายและจิตใจของเธอได้ถูกปรับจูนให้พร้อมรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้า

ณิชาพยุงกายลุกขึ้นนั่งช้าๆ เธอมองสำรวจไปรอบๆ ตัว พื้นดินใต้ร่างนุ่มสบายด้วยชั้นของมอสสีเขียวชอุ่มและใบไม้แห้งที่ทับถมกัน ‌เธออยู่ในป่าโปร่งแห่งหนึ่ง ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา แสงแดดส่องลอดลงมาเป็นจุดๆ สร้างลวดลายบนพื้นดิน ดอกไม้ป่าหลากหลายชนิดแข่งกันอวดสีสัน บ้างเป็นสีม่วงเข้มราวอัญมณี บ้างสีฟ้าอ่อนใสเหมือนน้ำค้าง และบ้างก็สีแดงสดร้อนแรงดุจเปลวไฟ ‍เธอไม่เคยเห็นดอกไม้เหล่านี้มาก่อนในโลกของเธอ แต่พวกมันกลับดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาดใจ เหมือนเคยเห็นในฝัน หรือในหนังสือเทพนิยายโบราณ

สัมผัสที่เท้าเปล่าของเธอบอกถึงความชื้นและเย็นสบายจากมอสและดิน ณิชาก้มลงมองเท้าตัวเอง แล้วไล่สายตาขึ้นไปตามแขนขา ชุดที่เธอสวมใส่ไม่ใช่ชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่เธอจากมา หากแต่เป็นชุดผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มสีขาวสะอาดตา ​คล้ายชุดชนบทโบราณที่เรียบง่ายแต่ให้ความรู้สึกสบายและคล่องตัว ผมยาวของเธอที่ปกติจะถูกรวบเอาไว้ ก็ถูกปล่อยสยายปกบ่า เธอยกมือขึ้นแตะใบหน้า ลูบไล้ไปตามผิวแก้มที่รู้สึกเรียบลื่นผิดปกติ ไม่มีร่องรอยความเหนื่อยล้าหรือความกลัวที่เคยฉายชัดก่อนหน้านี้อีกแล้ว

"ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่..." เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เธอลองขยับนิ้วมือ ​ขยับเท้า ยืดเส้นยืดสาย ร่างกายของเธอรู้สึกเบาและกระปรี้กระเปร่าอย่างน่าเหลือเชื่อ ราวกับได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์จากความอ่อนล้าทั้งหมดที่เคยสะสมมา แรงกายแรงใจที่เคยถูกกัดกินจากความเครียดในโลกเดิมบัดนี้ถูกเติมเต็มจนล้นปรี่ และที่สำคัญที่สุด เธอรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ภายใน ร้อนผ่าวและคุกรุ่นอยู่ใต้วงแขนและฝ่ามือ ​มันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่แต่ก็คุ้นเคย ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเธอมาโดยตลอด เพียงแต่เธอเพิ่งจะรับรู้ถึงมัน

ณิชาค่อยๆ ลุกยืนขึ้นเต็มความสูง เธอหมุนตัวช้าๆ เพื่อกวาดสายตาสำรวจพื้นที่โดยรอบให้ละเอียดอีกครั้ง ต้นไม้ทุกต้นดูมีชีวิตชีวาผิดปกติ ราวกับมีพลังงานแฝงอยู่ สายลมที่พัดผ่านนำพากลิ่นหอมอันเย้ายวนของดอกไม้นานาชนิด และเสียงกระซิบแผ่วเบาของธรรมชาติที่ไม่ได้มาจากแค่เสียงลมหรือเสียงสัตว์ หากเป็นเสียงที่ลึกซึ้งกว่านั้น เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังพยายามสื่อสารกับเธอ

เธอเริ่มเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ก้าวเดินของเธอเบาและมั่นคง ไม่เหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากสภาวะสับสนวุ่นวาย ความรู้สึกภายในบอกให้เธอเดินไปในทิศทางหนึ่ง ทิศทางที่เสียงน้ำไหลรินดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และในไม่ช้า เธอก็พบกับลำธารใสสะอาด ลำธารกว้างประมาณสามถึงสี่เมตร น้ำใสจนมองเห็นกรวดหินหลากสีที่ก้นลำธาร ฝูงปลาตัวเล็กๆ สีสันสดใสแหวกว่ายอย่างร่าเริง บางตัวมีเกล็ดเรืองแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน ณิชานั่งลงริมลำธาร จุ่มมือลงไปในน้ำ ความเย็นฉ่ำของน้ำซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก

เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเองบนผิวน้ำ เงาของหญิงสาวคนหนึ่งที่ใบหน้าดูอ่อนเยาว์กว่าที่เธอจำได้ ดวงตาของเธอฉายแววความมุ่งมั่นและสงบเยือกเย็น ผมสีดำขลับยาวสยายพลิ้วไหวในกระแสน้ำเล็กน้อย และที่น่าแปลกใจที่สุดคือรอบๆ ดวงตาของเธอ มีประกายแสงสีฟ้าจางๆ เรืองรองอยู่จางๆ เมื่อเธอเพ่งมองให้ชัดเจนขึ้น แสงนั้นก็หายไป ราวกับเป็นภาพลวงตา แต่ณิชารู้ว่ามันไม่ใช่ เธอสัมผัสได้ถึงมัน พลังงานนั้น… มันกำลังตอบสนองต่ออารมณ์และความตั้งใจของเธอ

ณิชาพยายามรวบรวมสมาธิ พลังงานที่เคยคุกรุ่นในฝ่ามือเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน คล้ายกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในปลายนิ้ว เธอหลับตาลง พยายามนึกถึงสิ่งที่เธอต้องการทำ ภาพของดอกไม้ป่าสีม่วงเข้มที่อยู่ใกล้ๆ ปรากฏขึ้นในใจ เธอต้องการสัมผัสถึงชีวิตของมัน… ต้องการสื่อสารกับมัน

เมื่อเธอลืมตาขึ้น ดอกไม้ดอกนั้นก็เปล่งประกายสีม่วงอมฟ้าเล็กน้อย ราวกับตอบสนองต่อการรับรู้ของเธอ ณิชาห่อฝ่ามือเข้าหากัน พลังงานสีฟ้าจางๆ ก็ปรากฏขึ้นมารวมตัวกันเป็นลูกกลมเล็กๆ ลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเธอ มันเป็นแสงที่นุ่มนวล แต่เต็มไปด้วยพลังงาน ณิชาประหลาดใจระคนกับความตื่นเต้น นี่คือพลังของเธอ พลังที่ถูกกล่าวถึงในคำทำนาย พลังแห่ง 'ผู้ถูกเลือก' ที่จะนำพาความหวังมาสู่มิติที่สิบหกแห่งนี้

เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับเธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน ต้นไม้ทุกต้น ดอกไม้ทุกดอก ลำธารทุกสาย สัตว์ทุกตัว ล้วนมีเสียงกระซิบที่เธอสามารถรับฟังได้ ความรู้จากโลกเดิมที่เธอเคยสะสมมาไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ ล้วนหมุนวนอยู่ในหัว แต่บัดนี้มันถูกผสมผสานกับความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับพลังเวทมนตร์และพลังชีวิต

"นี่สินะ... พลังที่ซ่อนเร้น" เธอกระซิบกับตัวเอง ลูกบอลพลังงานสีฟ้าในมือค่อยๆ สลายตัวไปในอากาศ ณิชาลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ความมุ่งมั่นในแววตาเพิ่มพูนขึ้น เธอรู้แล้วว่าเธอต้องทำอะไร เธอต้องเรียนรู้การควบคุมพลังนี้ให้ได้ เธอต้องเข้าใจมิติที่สิบหกแห่งนี้ให้ลึกซึ้ง และเธอต้องหาทางหยุดยั้ง 'คำสาปแห่งราชันย์เงา' ให้ได้ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม

เธอตัดสินใจที่จะเดินตามลำธารขึ้นไป ทิศทางที่ดูเหมือนจะนำไปสู่ที่ที่สูงขึ้นและไกลออกไป เธอหวังว่าจะพบร่องรอยของอารยธรรม หรืออย่างน้อยก็เบาะแสบางอย่างที่จะนำทางเธอไปสู่การไขปริศนาแห่งคำสาปนี้ ตลอดทาง เธอสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่เปี่ยมล้นของป่า แต่ก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างแฝงอยู่ประปราย กลิ่นของความตายที่จางๆ ในอากาศ ซึ่งไม่ใช่กลิ่นของใบไม้ร่วงหล่นตามธรรมชาติ แต่เป็นกลิ่นของการถูกกัดกินจากบางสิ่งบางอย่าง

เธอเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งป่าเริ่มทึบขึ้น ต้นไม้สูงใหญ่เบียดเสียดกันจนแสงอาทิตย์ส่องลงมาได้น้อยลงเรื่อยๆ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงจากความสดใสเป็นความสงัดเงียบจนน่าขนลุก เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วหายไป เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของเธอและเสียงลมพัดกระทบยอดไม้เบาๆ ณิชารู้สึกได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาด พลังงานที่ไม่ใช่พลังชีวิต ไม่ใช่เวทมนตร์บริสุทธิ์ แต่มันเป็นบางสิ่งที่มืดมิดและเย็นยะเยือก ราวกับความมืดที่สามารถจับต้องได้

เธอชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นว่าพุ่มไม้เบื้องหน้ามีบางอย่างผิดปกติ ใบไม้ที่เคยเขียวขจีกลับมีสีคล้ำลงจนเกือบดำ มีเส้นใยสีดำบางๆ คล้ายรากฝอยปกคลุมอยู่ตามลำต้นของต้นไม้บางต้น ราวกับมีบางสิ่งกำลังดูดกลืนชีวิตของพวกมัน ณิชารู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในกระดูก ความรู้สึกกดดันถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง มันคือ 'คำสาปแห่งราชันย์เงา' หรือไม่? นี่คือร่องรอยแรกที่เธอได้พบเจอด้วยตัวเอง

ณิชาเตรียมพร้อมที่จะใช้พลังของเธอ หากจำเป็น เธอหลับตาลงอีกครั้ง รวบรวมสมาธิ พลังงานสีฟ้าอ่อนๆ เริ่มไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายอีกครั้ง เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นมา พลังที่พร้อมจะปกป้องเธอจากภยันตรายใดๆ เธอต้องเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม

เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่เพียงพุ่มไม้ที่ถูกคำสาปกัดกิน แต่เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่หลังแนวป่าทึบ มันคือซากปรักหักพังของวิหารโบราณแห่งหนึ่ง กำแพงหินสีเทาเข้มปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอส แต่ยังคงความโอ่อ่าสง่างาม แม้จะผุพังไปตามกาลเวลา ประตูทางเข้าขนาดใหญ่ที่เคยมีบานประตูไม้บัดนี้เหลือเพียงช่องว่างสีดำมืดที่เชื้อเชิญให้เข้าไปสำรวจ บรรยากาศรอบวิหารเต็มไปด้วยพลังงานที่หนักอึ้งและเก่าแก่ ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานับพันปี และเป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานมืดที่เธอสัมผัสได้

ณิชาก้าวเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากวิหารแห่งนี้ ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังเรียกหาเธออยู่ข้างใน เมื่อเธอเดินผ่านประตูที่พังทลายเข้าไป เธอก็พบกับโถงทางเดินกว้างขวางที่ประดับประดาด้วยเสาหินแกะสลักรูปอักขระโบราณที่ไม่คุ้นตา แสงอาทิตย์ส่องลงมาได้เพียงริบหรี่ ทำให้ภายในวิหารมืดสลัวและเต็มไปด้วยเงา ที่ปลายสุดของโถงทางเดิน มีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ เบื้องหลังแท่นบูชาคือภาพแกะสลักขนาดมหึมาบนผนัง มันเป็นภาพของมังกรตัวหนึ่งที่กำลังแผ่ปีกกว้าง แต่กลับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนสีดำทมิฬ และที่น่าขนลุกที่สุดคือ ดวงตาของมังกรนั้น... มันเปล่งประกายสีแดงฉาน ราวกับมีชีวิต

ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไม่ใช่เสียงลมพัด หรือเสียงธรรมชาติที่เธอเคยได้ยินมาก่อน ก็ดังขึ้นในโสตประสาทของเธอ มันเป็นเสียงที่เย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เหมือนเสียงของวิญญาณนับพันที่ถูกกักขัง เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ก้องกังวานอยู่ในหัวของเธอ และในขณะเดียวกัน พลังงานสีดำมืดก็เริ่มแผ่ซ่านออกมาจากแท่นบูชา เบื้องหน้าของเธอ ณิชาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

เธอพยายามรวบรวมพลังสีฟ้าของเธออีกครั้ง แต่พลังมืดที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงและเย็นยะเยือกจนทำให้เธอรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกตรึงไว้กับที่ เสียงกระซิบนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นคำพูดที่เธอฟังไม่เข้าใจ แต่กลับรับรู้ถึงความโกรธแค้นและความสิ้นหวังที่แฝงอยู่ และที่น่าตกใจที่สุดคือ จากเงามืดที่ปลายโถงทางเดิน มีร่างเงาร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวช้าๆ มันเป็นร่างที่สูงใหญ่ ปกคลุมด้วยเสื้อคลุมสีดำสนิท ใบหน้าของมันถูกซ่อนไว้ในความมืดมิด แต่ดวงตาที่ปรากฏออกมานั้นส่องประกายสีแดงก่ำ ราวกับถ่านไฟที่กำลังลุกโชน…

มันกำลังก้าวเข้ามาหาเธอ ช้าๆ และคุกคาม ณิชาพยายามจะขยับตัว แต่ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอรู้สึกถึงลมหายใจที่ติดขัด หัวใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง พลังสีฟ้าในมือของเธอเริ่มอ่อนแรงลง ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงกระซิบอันน่าขนลุก เธอรู้ดีว่าเธอได้ก้าวเข้าสู่ใจกลางของบางสิ่งบางอย่างที่อันตรายเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้... และมันกำลังจะมาถึงตัวเธอแล้ว

หน้านิยาย
หน้านิยาย
สลับภพชะตา

สลับภพชะตา

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!