ความรู้สึกที่กำลังจะต่อติดกันเป็นห่วงโซ่แห่งความทรงจำนั้น คล้ายกับการดึงเส้นไหมที่พันกันยุ่งเหยิงออกจากปมใหญ่ทีละเส้น ช้าๆ แต่ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ณิชารู้สึกได้ถึงแรงกระแทกจากบางสิ่งบางอย่างที่ร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน เสียงครืนครั่นที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งผืนป่า ตามมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นไปทั่วร่างราวกับถูกไฟฟ้าช็อต ก่อนที่ทุกสิ่งจะมืดดับไป
“อา… นั่นสินะ” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่า ดวงตาของเธอกะพริบถี่ๆ เพื่อปรับให้ชินกับแสงจ้า ความทรงจำสุดท้ายที่ผุดขึ้นมาคือภาพของ ‘พฤกษ์ไพรผลิบาน’ ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้า ลำต้นบิดเกลียวราวกับงูยักษ์ที่กำลังจะโชว์พลัง มันเป็นต้นไม้ที่กักเก็บพลังชีวิตและเวทมนตร์มหาศาล และเป็นเป้าหมายของการเดินทางเพื่อหาวิธีชะลอการกัดกินของคำสาปแห่งราชันย์เงา
ภารกิจครั้งนั้นคือการเก็บ ‘เกสรแห่งชีวิต’ จากดอกไม้ที่บานสะพรั่งบนยอดพฤกษ์ไพรผลิบาน ซึ่งกล่าวกันว่ามีพลังในการฟื้นฟูและชะลอความเสื่อมของเวทมนตร์ได้ แต่เส้นทางขึ้นไปบนยอดนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค และพวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับ ‘ผู้พิทักษ์เงา’ ซึ่งเป็นสมุนของราชันย์เงาที่มาพร้อมกับพลังมืดมิด
เธอจำได้ว่าเธอได้ใช้พลังที่ซ่อนเร้นของตัวเอง พลังที่เพิ่งจะตื่นขึ้นมาจากการที่เธอได้ดื่มด่ำกับธารน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่กลางป่าศักดิ์สิทธิ์เมื่อไม่นานมานี้ พลังนั้นทำให้เธอสามารถมองเห็นเส้นทางเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในทุกสรรพสิ่ง และสามารถควบคุมธาตุต่างๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เธอใช้มันเพื่อสร้างสะพานแสงที่เชื่อมต่อยอดไม้ และเพื่อปัดป้องการโจมตีของเหล่าผู้พิทักษ์เงา แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปคว้าเกสรแห่งชีวิตที่เปล่งประกายสีทองอร่าม แสงมืดมิดที่รุนแรงกว่าทุกครั้งก็พุ่งเข้าใส่เธอ
ณิชาหลับตาลงชั่วขณะ พยายามรวบรวมชิ้นส่วนที่ขาดหายไป เธอจำได้ว่าพลังของเธอเริ่มร่อยหรอลงไปมากหลังจากที่ต้องต่อสู้กับผู้พิทักษ์เงาหลายตนติดต่อกัน และเธอก็รู้สึกถึงความอ่อนแอที่กัดกินเข้ามาในร่างกาย พลังที่เธอใช้ไปนั้นดูเหมือนจะมากเกินกว่าที่ร่างกายของเธอจะรับไหว และสุดท้าย เธอก็ถูกโจมตีด้วยเวทมนตร์แห่งความมืดที่ส่งผลให้เธอร่วงหล่นลงมาจากที่สูง
แต่ทำไมเธอถึงไม่ตาย? เธอควรจะแหลกละเอียดไปแล้วจากการตกจากยอดไม้สูงขนาดนั้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรจะบาดเจ็บสาหัสจนขยับตัวไม่ได้ แต่นี่… เธอกลับรู้สึกราวกับเพิ่งตื่นนอนหลังจากการพักผ่อนอย่างเต็มที่ มีเพียงความอ่อนล้าเล็กน้อยที่ยังคงหลงเหลืออยู่
เธอพยุงตัวขึ้นนั่งช้าๆ สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่ยังคงตึงๆ เล็กน้อย แต่ไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆ ที่มองเห็นได้ เธอก้มลงสำรวจร่างกาย เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ยังคงเป็นชุดเดินทางที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อย แต่ไม่มีรอยฉีกขาดหรือคราบเลือด สิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ ‘เกสรแห่งชีวิต’ ที่เธอพยายามจะคว้ามานั้น บัดนี้มันไม่ได้อยู่ในมือเธอ แต่มันกำลังเปล่งประกายเรืองรองอยู่บนสร้อยคอหินสีครามที่เธอสวมใส่ติดตัวมาตั้งแต่แรก สร้อยคอที่เธอเคยรู้สึกว่ามันเป็นเพียงเครื่องประดับธรรมดาๆ ของเด็กสาวคนหนึ่งจากโลกเดิม กลับกลายเป็นเหมือนภาชนะที่ดูดซับเกสรแห่งชีวิตเอาไว้
“นี่มัน…” ณิชาเบิกตากว้าง สัมผัสไปที่เม็ดเกสรสีทองอร่ามที่ฝังอยู่ในสร้อยคอ พลังงานบางอย่างที่อบอุ่นและอ่อนโยนแผ่ซ่านเข้ามาในร่างกายของเธอ ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างน่าประหลาด ราวกับว่ามันกำลังเยียวยาและเติมเต็มพลังเวทมนตร์ที่ร่อยหรอไปให้กลับคืนมา
เสียงขยับตัวจากพุ่มไม้ใกล้ๆ ทำให้เธอหันขวับ สายตาจับจ้องไปที่จุดกำเนิดเสียง เตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความระมัดระวัง แม้จะรู้ว่าตัวเองมีพลังที่เหนือกว่าคนทั่วไปในมิติแห่งนี้แล้ว แต่ประสบการณ์ในโลกคู่ขนานที่เต็มไปด้วยอันตรายก็ได้สอนให้เธอไม่ประมาท
“ณิชา! ตื่นแล้วเหรอ!” เสียงอุทานที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปร่งของ ‘อาร์เธอร์’ อัศวินหนุ่มผู้พิทักษ์ที่ได้รับมอบหมายให้ติดตามและคุ้มครองเธอ ปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้ เขามีสีหน้าซีดเผือด มีรอยขีดข่วนตามแขนและใบหน้าเล็กน้อย แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นว่าเธอฟื้นขึ้นมาแล้ว
“อาร์เธอร์!” ณิชารู้สึกโล่งใจอย่างไม่น่าเชื่อ การเห็นหน้าเพื่อนร่วมทางในยามที่สับสนและโดดเดี่ยวแบบนี้ มันคือของขวัญล้ำค่า เธอพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่อาร์เธอร์ก็รีบเข้ามาประคองไว้
“อย่าเพิ่งขยับตัวแรงนักสิ เธอหลับไปสามวันเต็มๆ เลยนะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย “พวกเราคิดว่าเธอจะไม่ฟื้นขึ้นมาเสียแล้ว”
“สามวัน?!” ณิชาตกใจ เธอนึกว่าเธอสลบไปไม่กี่ชั่วโมงเสียอีก “แล้วเกิดอะไรขึ้น? พวกผู้พิทักษ์เงา…”
“พวกมันล่าถอยไปแล้ว หลังจากที่เธอร่วงลงมา” อาร์เธอร์อธิบาย “แต่ก่อนที่เธอจะตกถึงพื้น ดอกไม้บนยอดพฤกษ์ไพรผลิบานก็เรืองแสงขึ้นมาอย่างรุนแรง และห่อหุ้มตัวเธอเอาไว้ เหมือนกับว่ามันช่วยรับแรงกระแทกจากกายเธอ”
ณิชาก้มมองสร้อยคอที่ตอนนี้มีเกสรแห่งชีวิตฝังอยู่ “แล้วเกสรนี่…”
“มันเข้าไปรวมกับสร้อยคอของเธอเอง พวกเราพยายามจะถอดมันออกเพื่อดูว่าเธอเป็นอะไร แต่พลังของมันแข็งแกร่งมากจนพวกเราไม่สามารถแตะต้องได้” อาร์เธอร์ตอบด้วยความทึ่ง “ดูเหมือนว่ามันจะเลือกเธอเป็นเจ้าของ”
“แล้วคนอื่นๆ ล่ะ? เอลิน่า? ลีออน?” ณิชาถามถึงเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่นๆ
“พวกเขาไปสำรวจเส้นทางข้างหน้าเมื่อเช้านี้ เพื่อหาทางออกไปจากป่าแห่งนี้ และหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม” อาร์เธอร์ตอบพลางช่วยเธอพยุงตัวให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคง “ป่าแห่งนี้ลึกกว่าที่คิด และเราก็หลงทางมาได้สักพักแล้ว โชคดีที่พลังแห่งเกสรชีวิตที่รวมอยู่ในตัวเธอ ทำให้ผืนป่ารอบๆ บริเวณนี้ดูจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาเล็กน้อย ช่วยบรรเทาคำสาปที่กัดกินพลังไปได้บ้าง”
ณิชารู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกาย เมื่อเธอพยุงตัวขึ้นยืนได้อย่างสมบูรณ์ เธอก็รับรู้ได้ถึงผืนป่ารอบตัวราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย กลิ่นดอกไม้ที่หอมกว่าเดิม ใบไม้ที่เขียวสดขึ้นเล็กน้อย แม้แต่เสียงลมพัดก็ดูเหมือนจะส่งสารบางอย่างมาให้เธอ เธอรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงกับโลกใบนี้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับว่าเกสรแห่งชีวิตได้ปลุกบางสิ่งบางอย่างในตัวเธอให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์
“เราต้องรีบไปหาพวกเขา” ณิชาพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “เราไม่รู้ว่าป่าแห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง”
อาร์เธอร์พยักหน้า ก่อนจะช่วยเธอเดินนำทางออกไปจากบริเวณที่พวกเขากำลังพักอยู่ ณิชาเดินตามเขาไปช้าๆ พยายามทำความเข้าใจกับพลังใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในตัวเธอ มันไม่ใช่แค่พลังในการควบคุมธาตุ แต่เป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันคือความเข้าใจในธรรมชาติของเวทมนตร์ พลังชีวิต และความเชื่อมโยงของทุกสรรพสิ่ง
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าอีกเล็กน้อย แสงแดดยามสายลอดผ่านร่มไม้หนาแน่นลงมาเป็นริ้วๆ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากป่าที่เคยดูร่มรื่นและสงบ บัดนี้กลับมีบางอย่างที่ผิดปกติ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นเน่าลอยมาตามลม ต้นไม้บางต้นเริ่มมีใบเหี่ยวแห้ง และมีร่องรอยของการกัดกินที่แปลกประหลาดปรากฏอยู่บนลำต้น
“ดูเหมือนว่าคำสาปแห่งราชันย์เงาจะเริ่มขยายวงกว้างมาถึงที่นี่แล้ว” อาร์เธอร์พึมพำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือของเขากำดาบแน่น
ณิชาเห็นร่องรอยเวทมนตร์แห่งความมืดที่ค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาย้อมทุกสิ่งให้มืดมิด เธอรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของผืนป่าที่กำลังถูกกัดกิน มันไม่ใช่แค่ภาพที่เห็น แต่เป็นความรู้สึกที่ส่งตรงมาถึงใจของเธอ พลังของเกสรแห่งชีวิตในตัวเธอพยายามจะต้านทาน แต่มันก็เหมือนหยดน้ำในมหาสมุทรเมื่อเทียบกับความมืดมิดที่แผ่ขยาย
ในขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านพุ่มไม้ที่ดูรกทึบกว่าปกติ จู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังแว่วมาตามลม เสียงนั้นเป็นเสียงของใครบางคนที่เธอรู้จักดี
“นั่นมัน… เอลิน่า!” อาร์เธอร์อุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงกว่าเดิม เขาพยายามจะวิ่งเข้าไปหาเสียงนั้นทันที แต่ณิชากลับดึงแขนเขาไว้
“เดี๋ยว! อย่าเพิ่งเข้าไปตรงๆ” ณิชาเตือน เธอรู้สึกถึงพลังงานแห่งความมืดที่รุนแรงแฝงอยู่ในทิศทางนั้น มันไม่ใช่แค่ผู้พิทักษ์เงาธรรมดาๆ “มีบางอย่างที่ผิดปกติ”
แต่ก่อนที่เธอจะอธิบายอะไรได้มากกว่านั้น เสียงกรีดร้องของเอลิน่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่มันเป็นเสียงที่บ่งบอกถึงความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด ตามมาด้วยเสียงคำรามที่น่าขนลุกราวกับสัตว์ร้ายขนาดมหึมา ที่ไม่น่าจะมีอยู่จริงในป่าแห่งนี้
ณิชาใช้วิชาความรู้จากโลกเดิมของเธอ พยายามวิเคราะห์สถานการณ์ และใช้พลังใหม่ที่เธอมีอยู่ สัมผัสถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบๆ ทิศทาง เสียงคำรามนั้นมาจากสิ่งมีชีวิตตัวเดียว แต่กลับมีพลังเวทมนตร์มืดที่แผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรงจนน่าตกใจ มันไม่ใช่แค่ระดับของผู้พิทักษ์เงาธรรมดาๆ
“มันไม่ใช่ผู้พิทักษ์เงาธรรมดา… มันคือ ‘อสูรแห่งความมืด’!” อาร์เธอร์พึมพำด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว ใบหน้าของเขาซีดเผือด “และมัน… มันอยู่ตรงนั้น!”
เขามองไปยังทิศทางของเสียงกรีดร้อง พร้อมกับชี้ไปยังภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพวกเขา…
ณิชาและอาร์เธอร์ต่างหยุดนิ่ง ร่างกายชาวาบไปทั้งตัว ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏขึ้นนั้นทำให้เลือดในกายของณิชาเย็นเฉียบ ร่างของเอลิน่าที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ข้างกายเธอคือร่างของลีออนที่กำลังต่อสู้กับอสูรขนาดมหึมาสีดำทะมึน ลำตัวของมันบิดเบี้ยว รูปร่างคล้ายสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ที่มีหนามแหลมคมงอกออกมาจากทุกส่วนของร่างกาย ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงฉาน และมีไอเวทมนตร์แห่งความมืดแผ่ซ่านออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว อสูรนั้นเพิ่งจะกระแทกหางอันมหึมาของมันเข้าใส่ลีออนอย่างแรง จนร่างของเขากระเด็นไปชนกับต้นไม้ใหญ่ เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากมุมปากของเขา
อสูรแห่งความมืดนั้นหันมามองณิชาและอาร์เธอร์ ดวงตาที่แดงฉานของมันสว่างวาบขึ้น มันพุ่งเป้าหมายมาที่พวกเขาอย่างไม่รีรอ…
“วิ่ง!” อาร์เธอร์ตะโกนสุดเสียง แต่ณิชากลับไม่สามารถขยับตัวได้ เธอจ้องมองไปยังร่างของลีออนที่บาดเจ็บสาหัส และเอลิน่าที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างกาย ความโกรธแค้นและความสิ้นหวังเริ่มกัดกินหัวใจของเธอ แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง พลังงานบางอย่างที่รุนแรงกว่าเดิมก็เริ่มก่อตัวขึ้นภายในตัวเธอ แสงสีทองจากเกสรแห่งชีวิตที่สร้อยคอบนคอของเธอเริ่มส่องประกายสว่างจ้ายิ่งขึ้น และ ณิชารู้สึกได้ถึงเสียงกระซิบจากพลังงานเหล่านั้น… เสียงกระซิบที่บอกให้เธอใช้มัน เพื่อปกป้องทุกสิ่งที่เธอรัก
อสูรแห่งความมืดคำรามกึกก้อง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ เงาของมันทอดทับลงมาบดบังทุกสิ่ง ณิชารู้สึกราวกับว่าเวลากำลังหยุดนิ่ง เธอเหลือบมองไปที่ลีออนและเอลิน่า สลับกับอาร์เธอร์ที่ยืนขวางหน้าเธออย่างกล้าหาญ ทั้งหมดนี้คือเพื่อนพ้องที่ร่วมเดินทางมากับเธอ หากเธอไม่ทำอะไรสักอย่าง… พวกเขาจะต้องตาย
เธอหลับตาลงชั่วขณะ ก่อนจะเปิดมันขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองอร่ามราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน พลังเวทมนตร์มหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ในเกสรแห่งชีวิต และพลังที่ซ่อนเร้นในตัวเธอ ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผืนป่ารอบตัวสั่นสะเทือน ดอกไม้ป่าที่เคยหงิกงอพลันกลับมาเบ่งบานอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ที่เคยเหี่ยวเฉาพลันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังตอบสนองต่อพลังของเธอ
ณิชาเงื้อมือขึ้นสู่ท้องฟ้า พลังงานสีทองเปล่งประกายล้อมรอบตัวเธอ มันไม่ใช่แค่แสง แต่เป็นคลื่นพลังงานบริสุทธิ์ที่สัมผัสได้ บัดนี้เธอไม่ใช่แค่ผู้ถูกเลือกจากโลกใบเก่าอีกต่อไป แต่เธอคือส่วนหนึ่งของมิติที่สิบหกนี้อย่างแท้จริง
“ฉันจะไม่ยอมให้พวกแกทำร้ายเพื่อนของฉัน!” เสียงของเธอหนักแน่นและก้องกังวานไปทั่วทั้งผืนป่า ราวกับเสียงของเทพธิดาที่ตื่นจากการหลับใหล
อสูรแห่งความมืดพุ่งเข้ามาถึงตัวในระยะประชิด เตรียมที่จะฟาดกรงเล็บอันแหลมคมเข้าใส่ ณิชา อาร์เธอร์พยายามจะยกดาบขึ้นป้องกัน แต่เขารู้ดีว่ามันไร้ประโยชน์เมื่อเทียบกับอสูรตนนี้
แต่ ณิชาไม่หลบหนี เธอเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับมันอย่างไม่เกรงกลัว
และในชั่วพริบตานั้น… แสงสีทองอันเจิดจ้าก็ระเบิดออกมาจากร่างของณิชา พุ่งเข้าปะทะกับอสูรแห่งความมืดอย่างจัง แรงระเบิดนั้นรุนแรงเสียจนผืนป่ารอบข้างสั่นสะเทือน ต้นไม้ใหญ่หลายต้นถึงกับโค่นล้มลงไป
เมื่อแสงสีทองค่อยๆ จางหายไป อสูรแห่งความมืดก็ยังคงยืนตระหง่านอยู่ แต่บนร่างของมันกลับมีรอยแผลไหม้ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น กลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ณิชา… เธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงจุดที่เคยอยู่แล้ว
เธอหายไป… หายไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีร่องรอยใดๆ เหลืออยู่ ราวกับว่าเธอได้ระเหยไปพร้อมกับพลังงานที่เธอปลดปล่อยออกมาเมื่อครู่นี้ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความตกตะลึงของอาร์เธอร์ที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด… รวมถึงดวงตาที่แดงฉานของอสูรแห่งความมืดที่กำลังจ้องมองไปยังจุดที่ณิชาเคยยืนอยู่ด้วยความพิโรธอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

สลับภพชะตา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก