สัจธรรมทะเล

ตอนที่ 14 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

27 ตอน · 891 คำ

“พ่อแสงครับ…พวกผมมาเยี่ยม” ไอ้ชลอกล่าวเสียงแผ่ว พลางทรุดกายลงนั่งบนพื้นไม้กระดานที่ขัดเงาจนขึ้นมันเงาจากการเหยียบย่ำมานับสิบปี ข้างๆ เก้าอี้ที่พ่อแสงนั่งอยู่ เมียของเขา นางสมศรี วางลูกชายคนเล็กที่เพิ่งจะเริ่มหัดเดินลงบนพื้นอย่างเบามือ ‌ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ สามีด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ ลุงพงษ์กับป้าสายเดินเข้ามาในบ้านอย่างเงียบเชียบ พวกเขาทรุดตัวลงนั่งอีกฝั่งหนึ่งของพ่อแสง คล้ายกับจะเป็นกำแพงป้องกันพายุร้ายที่มองไม่เห็น สายตาของทุกคนเต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และความเศร้าสร้อยที่มิอาจปกปิดได้ ​ราวกับกระแสคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งอย่างไม่หยุดหย่อน พ่อแสงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหล่านั้นทั้งหมด แต่ใจของท่านกลับนิ่งสงบ ดุจผืนน้ำในยามที่ไร้ลม

พ่อแสงพยักหน้ารับช้าๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนริมฝีปากที่เหี่ยวย่นแต่เต็มไปด้วยความสงบเยือกเย็น ดวงตาของท่านกวาดมองไปทั่วใบหน้าของทุกคนที่มารวมกันอยู่ตรงนั้น แววตาของท่านเต็มไปด้วยความเมตตาและความเข้าใจอันลึกซึ้งเกินกว่าที่ถ้อยคำใดจะเอื้อนเอ่ยได้ เสียงของท่านที่เคยทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยพลังยามออกคำสั่งลูกเรือหรือกู่ก้องฝ่าคลื่นลม ‍บัดนี้แผ่วเบาจนแทบจะเป็นเพียงเสียงกระซิบ “พวกเอ็งมากันถึงที่นี่... ดีแล้ว” ท่านกล่าว พลางพยุงกายขึ้นเล็กน้อย เพื่อพิงพนักเก้าอี้ไม้ที่สึกกร่อนไปตามกาลเวลา

เด็กชายตัวน้อยที่เพิ่งจะเริ่มหัดเดินนั้นยังคงไร้เดียงสา เขาคลานต้วมเตี้ยมสำรวจพื้นบ้านด้วยความสนใจ ก่อนจะเอื้อมมือเล็กๆ ‌ไปคว้าหางแมวเหมียวตัวอ้วนที่นอนขดอยู่มุมห้อง แมวร้องเมี้ยวเบาๆ ก่อนจะกระโดดหนีไป พ่อแสงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มที่กว้างขึ้นเล็กน้อย ราวกับความไร้เดียงสานั้นคือแสงสว่างที่ส่องนำทางท่ามกลางความมืดมิดที่ค่อยๆ คลืบคลานเข้ามา

“พ่อแสงเป็นยังไงบ้างครับ? เมื่อเช้าผมออกไปดูเรือ เห็นว่าพ่อแสงยังไม่ได้ออกทะเล” ‍ไอ้ชลอถาม พยายามทำให้เสียงของตนเองไม่สั่นเครือ “พวกเราเลยเป็นห่วง”

“ไม่เป็นไรดอกไอ้ชลอ... กายมันก็เป็นไปตามกาลเวลาของมันนั่นแหละ” พ่อแสงตอบ เสียงของท่านเต็มไปด้วยความยอมรับ “วันนี้ทะเลมันก็สงบดี แต่ใจของข้ามันอยากจะพักเสียบ้าง”

นางสมศรีอดไม่ได้ที่จะสะอื้นเบาๆ ​เธอรีบยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาแดงก่ำ “พ่อแสงคะ… พ่อแสงต้องแข็งแรงสิคะ”

พ่อแสงหันไปมองนางสมศรี ยิ้มอ่อนโยน “ความแข็งแรงของกายมันเป็นเรื่องชั่วคราวหนูสมศรี แต่ความแข็งแรงของใจต่างหากเล่า ที่จะอยู่กับเราไปตลอดกาล” ​ท่านหยุดไปครู่หนึ่ง หอบหายใจเบาๆ “วันนี้... ข้าก็รู้สึกว่าใจของข้ามันแข็งแรงดีนักแล”

ลุงพงษ์ซึ่งปกติเป็นคนพูดน้อย ทว่าวันนี้กลับกล้าเอ่ยปาก “พ่อแสงครับ... พวกเราทุกคนต่างก็พึ่งพาปัญญาของพ่อแสงมาตลอด พ่อแสงสอนอะไรพวกเรามามากมาย ​ทั้งเรื่องการทำมาหากิน การใช้ชีวิตร่วมกับทะเล... และการเข้าใจธรรมชาติ”

“ปัญญาอะไรกันเล่าลุงพงษ์” พ่อแสงหัวเราะเบาๆ “มันก็แค่ชีวิตที่ผ่านมานาน จนเห็นอะไรต่อมิอะไรมามากเท่านั้นเอง” ท่านหันสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นผืนทะเลกว้างที่ทอดยาวจรดเส้นขอบฟ้า แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องลงมา ทำให้ผืนน้ำระยิบระยับเป็นประกายทอง “ทะเลมันก็เป็นเหมือนชีวิตเรานี่แหละ... มีทั้งยามสงบและยามที่พายุโหมกระหน่ำ”

ป้าสายเอื้อมมือไปจับมือที่เหี่ยวย่นของพ่อแสงเบาๆ มือของพ่อแสงเย็นเฉียบ แต่กลับให้ความรู้สึกสงบอย่างประหลาด “พ่อแสงสอนพวกเราเรื่องการยอมรับ... การปล่อยวาง” ป้าสายกล่าวเสียงสั่นเครือ “แต่บางครั้ง... มันก็ยากเหลือเกินที่จะทำใจ”

“ยากก็ต้องทำ... ยากก็ต้องฝึก” พ่อแสงตอบ “เหมือนกับการทอดแห ถ้าเราไม่ฝึก ไม่เรียนรู้ที่จะปล่อยแหไปตามกระแสน้ำ มันก็พันกันยุ่งเหยิงไม่ได้ปลาหรอก” ท่านหลับตาลงช้าๆ หายใจลึก “ชีวิตก็เช่นกัน เราต้องเรียนรู้ที่จะปล่อย... ปล่อยเรื่องราวที่มันผ่านไป ปล่อยความยึดมั่นถือมั่น ปล่อยความโกรธ ความเศร้า... แล้วเราจะพบว่าใจเราเบาสบายขึ้นมากนัก”

ไอ้ชลอลุกขึ้นไปรินน้ำชาสมุนไพรที่นางสมศรีเตรียมมาให้ส่งให้พ่อแสง พ่อแสงรับถ้วยชาอุ่นๆ ไว้ในมือ สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรท้องถิ่น “ขอบใจไอ้ชลอ” ท่านจิบชาช้าๆ “ชาถ้วยนี้ก็ดี... เหมือนชีวิตเรานี่แหละ บางครั้งก็ขม บางครั้งก็หอมหวาน แต่ท้ายที่สุด มันก็ทำให้เรากระชุ่มกระชวยได้”

เด็กน้อยที่คลานเล่นอยู่บนพื้นบ้าน ทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองพ่อแสงด้วยดวงตาใสซื่อ ก่อนจะคลานเตาะแตะเข้ามาใกล้ๆ พ่อแสง ยื่นมือเล็กๆ มาจับนิ้วของพ่อแสงไว้แน่น พ่อแสงยิ้มอ่อนโยนให้หลานชายตัวน้อย ลูบผมเบาๆ “ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละลูกเอ๋ย... มาแล้วก็ไป มีเกิดแล้วก็มีดับ” ท่านมองไปที่ใบหน้าของไอ้ชลอและนางสมศรี “พวกเอ็ง... จงดูแลกันและกันให้ดี สอนลูกสอนหลานให้รู้จักรักทะเล ให้รู้จักเคารพธรรมชาติ ทะเลมันให้อะไรเรามามากมาย แต่มันก็เอาอะไรไปจากเราได้เช่นกัน”

บรรยากาศในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมทะเลที่พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง และเสียงคลื่นซัดฝั่งที่ดังแผ่วเบาอยู่เบื้องล่าง พ่อแสงหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้ท่านหลับตานานกว่าเดิม ทุกคนมองท่านด้วยความเป็นห่วง นางสมศรีสะอื้นไห้เงียบๆ ซบหน้าลงกับไหล่ของไอ้ชลอ

“พ่อแสงครับ…” ไอ้ชลอเรียกเบาๆ

พ่อแสงลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของท่านดูอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงมีประกายแห่งความสงบ “อย่าได้เศร้าไปเลยไอ้ชลอ... การเกิดแก่เจ็บตายมันเป็นเรื่องธรรมดาของสรรพสิ่ง” ท่านพยายามยื่นมือไปลูบหัวเด็กน้อยที่ยังคงจับนิ้วท่านไว้ “จำคำข้าไว้นะ... ความสุขที่แท้จริงมันไม่ได้อยู่ที่สิ่งของภายนอก แต่มันอยู่ที่ใจเราเอง... ใจที่สงบนิ่งต่างหากเล่า คือความมั่งคั่งที่แท้จริง”

ท่านหันไปมองลุงพงษ์และป้าสาย “พวกเอ็งก็เช่นกันนะ... จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความไม่ประมาท จงทำความดี จงเป็นที่พึ่งให้แก่กันและกัน”

ทุกคนในห้องรู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งที่คืบคลานเข้ามา ราวกับเวลาในห้องนั้นกำลังเดินช้าลงเรื่อยๆ พ่อแสงมองไปที่ทะเลอีกครั้ง แสงตะวันยามเย็นเริ่มสาดทอประกายสีส้มแดงฉาบไล้ผืนน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาล นกนางนวลบินร่อนอยู่เหนือผิวน้ำ คล้ายจะขับกล่อมบทเพลงอำลา

“ทะเลของข้า... เพื่อนเก่าของข้า” พ่อแสงพึมพำเสียงแผ่ว “มันถึงเวลาแล้วสินะ... ที่ข้าจะต้องออกเดินทางอีกครั้ง”

ไอ้ชลอรีบเอ่ยขึ้น “พ่อแสงจะไปไหนครับ? พ่อแสงจะออกเรือหรือเปล่า?”

พ่อแสงส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ใช่การออกเรือไปหาปลาดอกไอ้ชลอ... แต่มันเป็นการเดินทางที่ไกลกว่านั้นนัก” ท่านหอบหายใจถี่ขึ้น “เป็นการเดินทางที่ทุกคน... จะต้องไปถึงในท้ายที่สุด”

แล้วพ่อแสงก็ค่อยๆ หลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านดูสงบยิ่งกว่าครั้งใดๆ มือที่จับนิ้วของเด็กน้อยค่อยๆ คลายออกช้าๆ เด็กน้อยเงยหน้ามองพ่อแสงด้วยความงุนงง

ลมทะเลพัดโชยเข้ามาแรงขึ้น พัดเอากลิ่นไอเกลือและกลิ่นสาบของสาหร่ายทะเลเข้ามาในห้อง จนกระทั่งทุกคนในห้องรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามา พ่อแสงยังคงหลับตาแน่น ร่างกายของท่านเริ่มนิ่งสงบจนผิดปกติ ลมหายใจของท่านแผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนแทบจะไม่ได้ยิน

ไอ้ชลอขยับเข้าไปใกล้ๆ พยายามฟังเสียงลมหายใจของพ่อแสง นางสมศรีเริ่มร้องไห้หนักขึ้น ลุงพงษ์กับป้าสายต่างมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่มิอาจจะบรรยายได้ เด็กน้อยเริ่มส่งเสียงร้องเบาๆ ราวกับจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

ทันใดนั้น ดวงตาของพ่อแสงก็ค่อยๆ เปิดขึ้นอีกครั้ง แสงเรืองรองสุดท้ายในดวงตาของท่านฉายแววแห่งความเข้าใจอันลึกซึ้ง ท่านมองไปยังผืนทะเลสีครามที่ทอดไกลออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับกำลังมองเห็นปลายทางของการเดินทางอันยาวนาน… และในวินาทีนั้นเอง ที่ทุกคนได้ยินเสียงกระซิบสุดท้ายแผ่วเบาจากริมฝีปากของท่าน…

“กระแสใจ….”

หน้านิยาย
หน้านิยาย
สัจธรรมทะเล

สัจธรรมทะเล

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!