สัจธรรมทะเล

ตอนที่ 4 — กระแสแห่งการปล่อยวางและการอยู่กับปัจจุบัน

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

27 ตอน · 1,080 คำ

หลายปีผันผ่านไปดุจสายน้ำที่ไหลเรื่อย พ่อแสงยังคงเป็นพ่อแสงในสายตาของชาวบ้านริมเล ผิวหนังที่กร้านแดดกร้านลม เส้นผมสีดอกเลาที่แซมขาวมากขึ้นตามกาลเวลา รอยยิ้มอบอุ่นที่ประดับบนใบหน้ายามพบปะผู้คน ทว่าภายในจิตใจของเขา ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะหยั่งถึง เขาไม่ได้ออกทะเลเพื่อแสวงหาความร่ำรวยหรือความมั่งคั่งอีกต่อไปแล้ว ‌แต่ผืนน้ำกว้างใหญ่ตรงหน้าคือครู คือสหาย คือที่พำนักทางจิตวิญญาณ เขาออกทะเลเพื่อใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ เพื่อเรียนรู้สัจธรรมจากเกลียวคลื่นและสายลม เพื่อฝึกฝนจิตใจให้สงบและเบาสบายยิ่งขึ้นในทุกวันคืน

เช้าวันหนึ่ง แสงอรุณสีทองทาบทาผิวน้ำทะเลเป็นประกายระยิบระยับ พ่อแสงกำลังสาวแหขึ้นมาจากน้ำอย่างช้าๆ ​ด้วยจังหวะที่คุ้นเคยและนุ่มนวล เขาไม่ได้เร่งรีบ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ปลามากน้อยเพียงใด เพียงแต่ทำหน้าที่ของตนด้วยใจที่จดจ่อ เมื่อแหถูกดึงขึ้นมาจนถึงขอบเรือ สายตาที่คมกริบของพ่อแสงก็เหลือบเห็นลูกปลาตัวเล็กๆ จำนวนหนึ่งติดมาด้วย พวกมันยังคงดิ้นรนอย่างอ่อนแรงอยู่ในตาข่าย ‍แทนที่จะเก็บมันไว้เพื่อเป็นอาหารหรือนำไปขาย พ่อแสงค่อยๆ บรรจงคัดแยกลูกปลาเหล่านั้นออกอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าแรงเพียงน้อยนิดจะทำร้ายพวกมันได้ แล้วเขาก็ปล่อยพวกมันกลับคืนสู่ทะเลอย่างอ่อนโยน ลูกปลาเหล่านั้นแหวกว่ายหายไปในความกว้างใหญ่ของผืนน้ำอย่างรวดเร็ว "ไปเถอะลูกเอ๊ย โตแล้วค่อยกลับมาใหม่" ‌เขากล่าวเบาๆ กับสายลมที่พัดผ่าน พร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนและแววตาที่เปี่ยมเมตตา

การกระทำเช่นนี้มิใช่สิ่งใหม่สำหรับเขา พ่อแสงทำเช่นนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งที่ยังหนุ่มแน่น การปล่อยปลาเล็กปลาน้อยคืนสู่ทะเลเป็นเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาในหมู่ชาวประมงผู้มีเมตตา แต่คราวนี้ เขากลับรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างลึกซึ้ง ‍เขารู้สึกถึงการปล่อยวางที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การทำตามหลักเมตตาธรรม หรือเพราะความเชื่อเรื่องบุญบาป แต่เป็นการปล่อยวางจากความอยากได้อยากมี การปล่อยวางจากความคาดหวังว่าการกระทำของเขาจะต้องนำมาซึ่งผลตอบแทนบางอย่าง ไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติหน้า

เขานึกถึงแนวคิดเรื่องการปล่อยวางที่เคยได้ยินมาตั้งแต่ยังหนุ่มจากพระธุดงค์ที่ผ่านมาพักแรมในหมู่บ้าน แต่ในสมัยนั้น ด้วยไฟแห่งความทะเยอทะยานและความต้องการที่จะสร้างฐานะ ​เขามองว่ามันเป็นการยอมแพ้ เป็นการละทิ้งความพยายาม เป็นคำพูดของคนที่ไม่รู้จักสู้ แต่ตอนนี้ พ่อแสงเข้าใจแล้วว่าการปล่อยวางที่แท้จริงคือการเข้าใจว่าทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ​ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ หรือแม้กระทั่งความทุกข์ ความสุข ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามธรรมชาติ

บางวัน ​พ่อแสงก็ไม่ประสบความสำเร็จในการหาปลาเลยแม้แต่น้อย แหของเขาว่างเปล่าตลอดทั้งวัน บางครั้งก็ติดมาเพียงเศษปลาเล็กปลาน้อยที่แทบจะกินไม่ได้ แต่เขากลับไม่มีความรู้สึกผิดหวังหรือท้อแท้ใจดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต เขาเพียงแต่ยิ้มรับกับความเป็นไปของธรรมชาติ พายเรือกลับเข้าฝั่งด้วยใจที่สงบนิ่งและเปี่ยมด้วยความหวังใหม่สำหรับวันรุ่งขึ้น "เมื่อใจเราไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ เราก็จะไม่มีความทุกข์" เขาคิดพลางมองดูคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย "ไม่ว่าเราจะได้ปลามากน้อยแค่ไหน วันนั้นก็ยังเป็นวันที่ดีเสมอ เพราะเราได้อยู่กับทะเล ได้อยู่กับตัวเอง ได้อยู่กับปัจจุบัน"

การปล่อยวางของพ่อแสงไม่ได้หมายถึงการไม่ทำอะไรเลย หรือการละทิ้งความรับผิดชอบ เขายังคงพายเรือออกทะเลแต่เช้าตรู่ ทอดแหอย่างพิถีพิถัน ดูแลเรือคู่ใจของเขาอย่างดีที่สุดราวกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ในทุกการกระทำ ทุกย่างก้าว ทุกลมหายใจ เขามีสติรับรู้ถึงปัจจุบันขณะอย่างเต็มที่ เขาสัมผัสได้ถึงแรงลมที่ปะทะหน้าผากและเส้นผม ได้ยินเสียงคลื่นที่ซัดกระทบเรือเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ได้กลิ่นไอเค็มของน้ำทะเลที่โชยมากับสายลม ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวล้วนเป็นบทเรียน เป็นเครื่องเตือนใจให้เขายังคงอยู่ในปัจจุบัน ไม่หลงไปในอดีตที่ผ่านไปแล้ว หรือกังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

วันหนึ่ง ขณะที่กำลังนั่งพักอยู่บนเรือกลางทะเล ปล่อยให้เรือลอยไปตามกระแสน้ำอย่างช้าๆ พ่อแสงเห็นเรือประมงอีกลำหนึ่งแล่นผ่านมาแต่ไกล เป็นเรือของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ ต๋อง ต๋องเป็นชาวประมงไฟแรง มีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุด เขามักจะทำงานหนักกว่าใครๆ และมักจะบ่นเรื่องความไม่แน่นอนของการหาปลาอยู่เสมอ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและความเครียดที่สะสมมานาน

"พ่อแสงครับ ทำไมบางวันผมได้ปลาเยอะมากจนขนกลับไม่ไหว แต่บางวันกลับไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว" ต๋องบ่นด้วยสีหน้าท้อแท้ เมื่อเรือของเขาลอยเข้ามาใกล้พอที่จะพูดคุยกันได้ "ผมพยายามแล้วพยายามอีก ศึกษาเส้นทางน้ำ ศึกษาลมฟ้าอากาศ แต่ก็ยังควบคุมมันไม่ได้สักที มันเหมือนกับการเล่นพนันยังไงก็ไม่รู้"

พ่อแสงยิ้มอย่างอ่อนโยน ดวงตาที่ผ่านโลกมานานมองต๋องด้วยความเข้าใจ "เจ้าต๋องเอ๊ย ทะเลมันก็เหมือนชีวิตเรานี่แหละ บางวันก็ให้มาก บางวันก็ให้น้อย บางวันก็ไม่ให้อะไรเลย เราจะไปควบคุมมันได้ยังไงเล่า สิ่งที่เราควบคุมได้คือใจของเราเองต่างหาก"

ต๋องถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ก็ใช่ครับพ่อ แต่ผมก็อดหงุดหงิดไม่ได้ เมื่อเห็นคนอื่นได้เยอะกว่า หรือบางทีผมก็คิดว่าตัวเองทำดีกว่าคนอื่นแล้วทำไมไม่ได้เท่าเขา"

"นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราทุกข์" พ่อแสงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น "ใจเราไปยึดติดกับผลลัพธ์ ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เราก็เลยไม่ได้อยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำอยู่"

"แล้วพ่อแสงไม่หงุดหงิดบ้างเหรอครับ เวลาไม่ได้ปลาเลย" ต๋องถามด้วยความสงสัยระคนไม่เชื่อ เพราะเขาเห็นพ่อแสงออกทะเลทุกวัน ไม่ว่าจะได้ปลาหรือไม่ ก็ยังคงมีรอยยิ้มเสมอ

พ่อแสงส่ายหน้าช้าๆ "เมื่อก่อนก็เป็นแบบเจ้าแหละ หงุดหงิด โกรธตัวเอง โทษฟ้าโทษฝน แต่พออยู่กับทะเลมานานๆ เข้า ก็เริ่มเข้าใจว่าการยึดติดมันเป็นภาระ ยิ่งเราแบกมากเท่าไหร่ ใจเราก็ยิ่งหนักเท่านั้น การปล่อยวางไม่ได้แปลว่าเราไม่พยายาม ไม่ได้แปลว่าเราไม่ทำอะไรเลย แต่แปลว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย แล้วก็เดินหน้าต่อไปด้วยใจที่เบาสบาย"

"แล้วจะทำยังไงให้ปล่อยวางได้ครับ" ต๋องถามด้วยความกระหายใคร่รู้ แววตาของเขาบ่งบอกถึงความต้องการที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ที่รุมเร้า

"ก็แค่ลองสังเกตดู" พ่อแสงตอบพลางชี้ไปที่ผิวน้ำทะเลที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ "สังเกตดูว่าใจเรากำลังคิดอะไร กำลังอยากได้อะไร กำลังเปรียบเทียบอะไรกับใคร แล้วก็แค่รู้ว่ามันเป็นความคิด ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนคลื่นที่ซัดเข้ามาแล้วก็จากไป หายใจเข้าออกลึกๆ ให้ใจเรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน ให้ใจเราอยู่กับลมหายใจเข้าออกของเราเอง"

ต๋องพยักหน้าอย่างช้าๆ ดูเหมือนเขาจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว คำพูดของพ่อแสงไม่ได้เทศนาสั่งสอน แต่เขาใช้ประสบการณ์ตรงและคำพูดที่เรียบง่าย เพื่อให้ต๋องได้ฉุกคิดด้วยตัวเอง ได้มองเห็นสัจธรรมที่อยู่ตรงหน้า

หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก ต๋องก็ขอตัวไปหาปลาต่อ เขารู้สึกเบาขึ้นในใจอย่างประหลาด พ่อแสงมองตามเรือของต๋องไปจนลับตา เขารู้ว่าการปล่อยวางไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันคือการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน เป็นการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็งและเข้าใจโลกตามความเป็นจริง

ในแต่ละวัน พ่อแสงฝึกฝนการอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างมีสติ เขาสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวที่เคยละเลยไป กลิ่นไอเค็มของน้ำทะเลที่หอมสดชื่น รสชาติของอาหารที่เรียบง่ายแต่กลับอร่อยล้ำเมื่อกินด้วยใจที่สงบ เสียงลมที่พัดผ่านต้นมะพร้าวเป็นบทเพลงอันไพเราะ แสงแดดที่สาดส่องลงมาบนผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความหมายและงดงามในตัวของมันเอง เมื่อใจเปิดรับและอยู่กับปัจจุบัน

เขานึกถึงคำสอนเรื่องมรรคมีองค์แปด ที่เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ การเห็นว่าทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย การปล่อยวางและการอยู่กับปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของการเห็นชอบนั้น เป็นรากฐานที่สำคัญของการดำเนินชีวิตอย่างเข้าใจและมีความสุข

พ่อแสงไม่ได้แสวงหาสันติสุขจากวิหารใหญ่ๆ หรือการปฏิบัติธรรมที่ซับซ้อนตามตำรา แต่เขากลับพบสันติสุขที่แท้จริงได้จากวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวประมง จากการทอดแห การนำทางเรือฝ่าคลื่นลม และจากการเฝ้ามองวัฏจักรของท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ที่สอนให้เขารู้จักการให้ การรับ การปล่อยวาง และการอยู่กับปัจจุบัน

เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงลับขอบฟ้า สีส้มแดงฉาบท้องฟ้าและผิวน้ำทะเลเป็นภาพที่งดงามจับใจ พ่อแสงหันหัวเรือกลับเข้าฝั่งอีกครั้ง วันนี้เขาได้ปลามาพอสมควรสำหรับเลี้ยงชีพ และเหนือสิ่งอื่นใด เขารู้สึกว่าใจของเขาสงบและเบาสบาย ราวกับได้ปลดเปลื้องภาระหนักอึ้งออกไปจากบ่าและจากใจ เขาพายเรือกลับเข้าฝั่งพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข รอยยิ้มของชายผู้ที่ค้นพบสัจธรรมจากท้องทะเลอันกว้างใหญ่ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับวันพรุ่งนี้ด้วยใจที่สงบและเป็นอิสระ

หน้านิยาย
หน้านิยาย
สัจธรรมทะเล

สัจธรรมทะเล

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!