เงากระซิบอดีต

ตอนที่ 13 — ม่านคลี่คลาย ใจยังค้างคา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,608 คำ

ม่านแห่งความวุ่นวายค่อยๆ คลี่คลายลง เสียงแฟลชจากกล้องและไมโครโฟนจำนวนมากที่เคยจ่ออยู่ตรงหน้าสารวัตรดารินเงียบหายไปพร้อมกับการแยกย้ายของสื่อมวลชนที่ต่างรีบไปเผยแพร่ข่าวใหญ่แห่งปี การแถลงข่าวเมื่อช่วงบ่ายสิ้นสุดลงด้วยความตื่นเต้นระคนโล่งใจของสาธารณชน แต่สำหรับดารินแล้ว ความรู้สึกนั้นยังคงค้างคาอยู่ในใจราวกับสายลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาในความมืดมิดของจิตใจ

ภายในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารคดีที่สูงเป็นตั้ง ดารินนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ‌ดวงตาคมกริบจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างที่เผยให้เห็นท้องฟ้าสีดำสนิท มีเพียงแสงไฟจากตึกรามบ้านช่องที่แข่งกันสว่างไสว สะท้อนภาพเงาของตัวเองรางๆ บนบานกระจก

“จบแล้วสินะ...” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน เปลือกตาปิดลงช้าๆ พยายามจัดระเบียบความคิดที่ปั่นป่วนอยู่ในหัว ​คดีการตายของ ดร.อภิชาติ และการเปิดโปงอาชญากรรมซ่อนเร้นในตระกูลวรวัฒน์ ดูเหมือนจะปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ คุณหญิงพิมลสารภาพทุกอย่าง ทั้งการฆาตกรรมคุณวิทวัส และการวางแผนกำจัด ดร.อภิชาติ ‍หลักฐานที่พบใน "วิมานแก้ว" ใต้คฤหาสน์ก็สอดคล้องกับคำให้การทุกประการ ภาคินเองก็ยืนยันเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างไม่มีข้อสงสัย ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัว เหมือนชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทว่า... ‌ทำไมหัวใจของเธอยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะ และความรู้สึกประหลาดที่กัดกินอยู่ในส่วนลึกของจิตใจก็ไม่ยอมจางหายไป

ดารินถอนหายใจยาวพลางลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตาของเธอไล่มองกองเอกสารบนโต๊ะอย่างไม่มีจุดหมาย ภาพของ ดร.อภิชาติในวันแรกที่พบศพยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำ ไม่ใช่แค่ความหดหู่ของการเป็นเหยื่อ แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่ติดค้างอยู่... ความผิดปกติเล็กน้อยที่เธอเคยสัมผัสได้ตั้งแต่แรกเริ่ม ‍แต่ถูกกลบด้วยหลักฐานชิ้นใหญ่ที่ค่อยๆ เปิดเผยออกมา

เธอหยิบแฟ้มคดีที่ปิดผนึกแล้วขึ้นมาเปิดอีกครั้ง ราวกับถูกดึงดูดด้วยแรงลึกลับ ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามภาพถ่ายในที่เกิดเหตุ วันนั้นที่คฤหาสน์วรวัฒน์ ความหรูหราที่ซ่อนเร้นความตายไว้เบื้องหลัง ห้องทำงานของ ดร.อภิชาติที่ถูกจัดฉากให้ดูเหมือนการฆ่าตัวตาย ​ดร.อภิชาตินั่งพิงเก้าอี้ทำงาน ดวงตาเบิกโพลง ร่างกายเอนไปด้านหลังคล้ายคนหมดสติ... ใช่ เขาถูกวางยาพิษที่ออกฤทธิ์เร็ว ก่อนที่ใครบางคนจะจัดฉากให้ดูเหมือนหัวใจวาย หรือความอ่อนแอทางสุขภาพอย่างที่คุณหญิงพิมลสารภาพ

เธอพลิกดูรายงานนิติเวชอีกครั้ง ชื่อของสารพิษ ​สารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง ทำให้หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และทำให้ผู้ถูกกระทำดูเหมือนสิ้นใจอย่างสงบ... แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอมักจะให้ความสำคัญคือ 'ร่องรอยการต่อสู้' หรือ ​'ความพยายามในการขัดขืน' ซึ่งในกรณีของ ดร.อภิชาติ ดูเหมือนจะไม่มีเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเล็กๆ บนผิวหนัง ไม่มีร่องรอยการดิ้นรนบนพื้น หรือความพยายามที่จะหลบหนี

คุณหญิงพิมลอ้างว่าเธอแอบผสมยาพิษลงในเครื่องดื่มของ ดร.อภิชาติในระหว่างมื้อค่ำ จากนั้นเมื่อ ดร.อภิชาติกลับเข้าห้องทำงาน เธอก็ตามไปจัดการเมื่อยาออกฤทธิ์แล้ว แต่สมองของดารินกลับฉุกคิดถึงรายละเอียดเล็กๆ อีกอย่าง... ดร.อภิชาติเป็นคนละเอียดอ่อน มีระเบียบแบบแผน และมักจะระมัดระวังตัวเสมอ ยิ่งกว่านั้น เขาเป็นสถาปนิกผู้ชาญฉลาด มีไหวพริบ และรู้ตัวว่ากำลังถูกคุกคาม เขาจะดื่มเครื่องดื่มที่ถูกผสมยาพิษได้อย่างไร โดยไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย?

คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวของดารินมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อหลักฐานชี้ชัดว่าคุณหญิงพิมลเป็นคนร้าย และเธอก็สารภาพ ทำให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ถูกมองข้ามไปในฐานะ 'ความไม่สมบูรณ์แบบ' ของอาชญากรรมที่มักจะเกิดขึ้นได้ แต่ตอนนี้ มันกลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง

เธอเปิดดูภาพถ่ายในที่เกิดเหตุอย่างช้าๆ ทีละภาพ ซูมเข้าไปดูรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของห้องทำงาน โต๊ะทำงานที่สะอาดสะอ้าน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนังสือที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ... แต่แล้วสายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่แทบจะมองไม่เห็น มันคือรอยเปื้อนจางๆ สีน้ำตาลเข้ม คล้ายคราบแห้งกรังของของเหลวบางชนิด อยู่บริเวณด้านล่างของลิ้นชักโต๊ะทำงานที่เปิดออกเล็กน้อย รอยเปื้อนนั้นเล็กมากจนแทบจะกลืนไปกับสีเข้มของเนื้อไม้ หากไม่สังเกตอย่างละเอียดคงไม่มีใครเห็น

เธอจำได้ว่าตอนที่เข้าไปตรวจที่เกิดเหตุครั้งแรก เธอเห็นรอยเปื้อนนี้ แต่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสรุปว่าเป็นเพียงคราบสกปรกทั่วไปที่เกิดจากการใช้งาน หรืออาจจะเป็นคราบกาแฟที่แห้งกรังไปแล้ว และไม่ได้มีการเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะในตอนนั้นมุ่งเน้นไปที่การหาสารพิษและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตโดยตรง

แต่ตอนนี้... ดารินรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่คราบสกปรกธรรมดา ด้วยสัญชาตญาณของนักสืบที่ผ่านคดีมานับไม่ถ้วน เธอมั่นใจว่ามันมีความสำคัญ เธอหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูภาพถ่ายนั้นอีกครั้ง รอยเปื้อนนั้นดูไม่เหมือนคราบกาแฟทั่วไป มันมีลักษณะคล้ายรอยหยดที่ไหลลงมาจากด้านบนและแห้งกรังติดอยู่ ไม่ใช่รอยที่เกิดจากการกระเซ็น

‘เป็นไปได้ไหมว่า...’ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของเธอ ดร.อภิชาติอาจจะไม่ได้ดื่มยาพิษเข้าไปโดยตรง แต่ถูกบังคับ หรือถูกทำให้สัมผัสกับมันในรูปแบบอื่น? แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ร่องรอยการต่อสู้ควรจะมีมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ?

เธอนั่งเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหยิบแฟ้มรายงานผลการชันสูตรศพของ ดร.อภิชาติขึ้นมาอีกครั้ง เธอพลิกไปที่หน้าการตรวจสอบภายนอกและภายในร่างกายอย่างละเอียดถี่ถ้วน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเมื่อสายตาไปสะดุดกับข้อความบรรทัดหนึ่งที่ระบุถึง 'รอยช้ำจางๆ บริเวณข้อมือข้างซ้าย ขนาดประมาณ 1 x 0.5 เซนติเมตร ไม่ชัดเจน สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการเสียดสีทั่วไป'

รอยช้ำจางๆ... ไม่ชัดเจน... สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการเสียดสีทั่วไป... คำเหล่านี้ดูเหมือนจะถูกเขียนขึ้นเพื่อปัดตกความสำคัญของมัน แต่สำหรับดารินแล้ว มันไม่ใช่แค่นั้น รอยช้ำที่ข้อมือข้างซ้าย? และแทบไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลย? มันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

หากเขาถูกมัด หรือถูกรั้งข้อมือไว้เพื่อบังคับให้ดื่มยาพิษ หรือเพื่อฉีดสารพิษเข้าไป ร่องรอยที่ข้อมือควรจะชัดเจนกว่านี้ และควรจะมีร่องรอยของการขัดขืนมากกว่านี้ เว้นแต่ว่า...

ดารินนิ่งไป เธอจ้องมองรอยช้ำในภาพถ่ายที่แนบมากับรายงาน สายตาของเธอจับจ้องไปที่ลักษณะของรอยช้ำนั้น มันเป็นรอยช้ำรูปวงรี คล้ายรอยที่เกิดจากแรงกดทับอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ไม่ใช่การเสียดสี และมันปรากฏอยู่บนข้อมือด้านใน ซึ่งเป็นจุดที่มักจะถูกจับหรือรั้งไว้

จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจของเธอ ราวกับสายฟ้าฟาด ดร.อภิชาติเป็นสถาปนิก เขาใช้มือในการออกแบบ วาดรูป และทำงานฝีมือตลอดเวลา การบาดเจ็บเล็กน้อยที่ข้อมือย่อมส่งผลต่อการทำงานของเขา เขาจะปล่อยให้มีรอยช้ำจากการเสียดสีทั่วไปปรากฏอยู่บนข้อมือโดยไม่สนใจได้อย่างไร?

เธอเปิดคอมพิวเตอร์และค้นหารายงานการชันสูตรศพเก่าๆ ที่เคยทำคดีฆาตกรรมโดยการวางยาพิษที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เธอเปรียบเทียบลักษณะของรอยช้ำ และระยะเวลาของการเกิดรอยช้ำก่อนการเสียชีวิต ยิ่งตรวจสอบเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งพบความผิดปกติ รอยช้ำนั้นดูเหมือนจะเกิดขึ้นก่อนที่ ดร.อภิชาติจะเสียชีวิตไม่นานนัก แต่ไม่นานพอที่จะทำให้เกิดการต่อสู้รุนแรงได้

เป็นไปได้ไหมว่า... มีใครบางคนจับข้อมือเขาไว้เพื่อฉีดสารพิษ หรือบังคับให้กลืนยาพิษบางอย่าง? แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมจึงไม่มีการต่อสู้? หรือว่าเขาถูกทำให้หมดสติไปแล้วก่อนหน้าที่จะถูกวางยาพิษด้วยวิธีนี้?

แต่ถ้าถูกทำให้หมดสติไปก่อน แล้วยาพิษที่ ดร.อภิชาติถูกวางโดยคุณหญิงพิมลในแก้วเครื่องดื่มล่ะ? คำให้การของคุณหญิงพิมลดูเหมือนจะครอบคลุมทุกอย่าง แต่เมื่อพิจารณาจากร่องรอยเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ คำให้การนั้นกลับมีช่องโหว่

ดารินกลับไปดูภาพในห้องทำงานของ ดร.อภิชาติอีกครั้ง เธอจ้องมองไปที่โต๊ะทำงาน โต๊ะที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ และลิ้นชักที่เปิดอยู่เล็กน้อยกับรอยเปื้อนสีน้ำตาลเข้มนั้น... เธอจำได้ว่าลิ้นชักนั้นเป็นลิ้นชักที่เก็บอุปกรณ์เครื่องเขียนและปากกาดีไซน์ของ ดร.อภิชาติเอาไว้

“ปากกา...” เธอพึมพำ ก่อนจะนึกย้อนไปถึงวันที่พบศพ บนโต๊ะทำงานมีปากกาหมึกซึมราคาแพงวางอยู่ แต่เป็นปากกาที่ดูเหมือนจะใช้งานทั่วไป ไม่ใช่ปากกาดีไซน์พิเศษที่ ดร.อภิชาติมักจะสะสมไว้

จู่ๆ สัญชาตญาณของนักสืบก็บอกเธอว่า ‘ปากกา’ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญ เธอพลิกไปดูรายการทรัพย์สินและของใช้ของ ดร.อภิชาติที่ถูกเก็บจากที่เกิดเหตุ รายการทรัพย์สินและของใช้ระบุว่ามีปากกาดีไซน์หลายด้าม แต่ในห้องทำงานของ ดร.อภิชาติกลับมีเพียงปากกาที่ใช้งานทั่วไปวางอยู่เท่านั้น

เกิดอะไรขึ้นกับปากกาดีไซน์ของเขา? เป็นไปได้ไหมว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น?

ดารินรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด ความรู้สึกที่ว่ามีบางอย่างผิดปกติที่ติดค้างอยู่ในใจมาตลอด เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนขึ้น เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานที่รับผิดชอบคดีนี้

“รบกวนคุณช่วยตรวจสอบให้หน่อยค่ะ คราบสีน้ำตาลเข้มที่ลิ้นชักโต๊ะทำงานของ ดร.อภิชาติ สถาปนิกที่เสียชีวิตในคฤหาสน์วรวัฒน์น่ะค่ะ” ดารินพูดเสียงกระชับ เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แต่ในใจของเธอเต้นระรัว “ฉันอยากให้คุณเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะการหาสารอินทรีย์และสารเคมีที่อาจปนเปื้อนอยู่ และรบกวนช่วยตรวจสอบด้วยว่าปากกาดีไซน์ที่ ดร.อภิชาติสะสมไว้ ถูกนำออกมาจากลิ้นชักนี้ในช่วงเวลาไหน และหายไปไหน”

ปลายสายตอบรับด้วยน้ำเสียงงุนงงเล็กน้อย เพราะคดีได้ปิดลงแล้ว แต่ด้วยความน่าเชื่อถือของสารวัตรดาริน ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่มีข้อโต้แย้ง

หลังจากวางสาย ดารินก็ลุกขึ้นยืน เธอเดินไปที่หน้าต่างอีกครั้ง ดวงตาของเธอมองออกไปในความมืดมิดของยามค่ำคืน แต่ตอนนี้ความมืดมิดนั้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหดหู่อีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและประกายไฟแห่งความหวัง

คุณหญิงพิมลสารภาพ... แต่คำสารภาพนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด หรืออาจจะเป็นความจริงที่ถูกบิดเบือน เพื่อปกปิดสิ่งที่ดำมืดกว่า หรือเพื่อปกป้องใครบางคน?

หาก ดร.อภิชาติถูกทำให้หมดสติไปก่อนที่จะถูกวางยาพิษ และมีร่องรอยที่ข้อมือ บ่งชี้ว่ามีคนรั้งเขาไว้... และปากกาดีไซน์ของเขาก็หายไป...

“ใช่แล้ว!” ดารินอุทานออกมาเบาๆ ราวกับชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่หล่นหายไปนานได้กลับมาอยู่ถูกที่ถูกทาง ดร.อภิชาติเป็นคนละเอียดถี่ถ้วน เขาทิ้งเบาะแสไว้เสมอ เบาะแสที่ซับซ้อนเกินกว่าใครจะเข้าใจ แต่ตอนนี้เธอมองเห็นมันแล้ว

เธอย้อนกลับไปอ่านคำสารภาพของคุณหญิงพิมลอีกครั้ง คุณหญิงพิมลสารภาพว่าเธอใช้ยาพิษที่หามาได้ยาก และออกฤทธิ์เร็ว เพื่อทำให้ ดร.อภิชาติเสียชีวิตอย่างสงบ และดูเหมือนการตายด้วยโรคหัวใจ

แต่ถ้า ดร.อภิชาติถูกทำให้หมดสติไปก่อนล่ะ? หรือถูกทำให้ไร้เรี่ยวแรงด้วยวิธีอื่น? แล้วยาพิษที่ใช้สังหารเขาจริงๆ ไม่ใช่ยาที่ถูกผสมในเครื่องดื่ม แต่เป็นยาที่ถูกฉีดเข้าไป หรือบังคับให้กินโดยตรง? และใครกันที่สามารถทำเช่นนั้นได้ โดยที่ ดร.อภิชาติไม่มีโอกาสแม้แต่จะขัดขืน?

คำตอบที่ผุดขึ้นในใจ ทำให้ดารินรู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วทั้งร่าง หากคุณหญิงพิมลสารภาพเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความจริง เพื่อปกปิดความจริงที่น่ากลัวกว่านั้น และปกป้องใครบางคนที่อยู่เบื้องหลัง... ใครกันที่สามารถบงการทุกอย่างได้อย่างแยบยล และใช้คุณหญิงพิมลเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมอันซับซ้อนนี้?

ความรู้สึกเย็นยะเยือกเริ่มคืบคลานเข้ามาในหัวใจของดาริน คดีนี้ยังไม่จบ!

ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้น เป็นเบอร์แปลกที่ไม่รู้จัก ดารินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดรับ

“สารวัตรดารินใช่ไหมครับ” เสียงปลายสายฟังดูทุ้มต่ำและเคร่งขรึม ไม่คุ้นหู

“ใช่ค่ะ” ดารินตอบ

“ผมมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคดีของ ดร.อภิชาติ” ปลายสายกล่าว “คุณอาจจะคิดว่าคดีนี้จบลงแล้ว แต่ความจริงแล้ว... มีเงาอีกดวงที่ซ่อนอยู่ และเงาดวงนั้นกำลังจะลงมืออีกครั้ง”

ดารินรู้สึกใจหายวาบ เธอรีบถาม “คุณคือใคร? คุณรู้อะไร?”

“ผมคือคนที่รู้ว่าใครคือฆาตกรตัวจริง... และผมรู้ว่า ดร.อภิชาติไม่ได้เสียชีวิตด้วยยาพิษที่คุณหญิงพิมลอ้าง” เสียงนั้นกล่าวช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “เขาถูกฆ่าด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมกว่านั้น และคนร้ายไม่ใช่คุณหญิงพิมลคนเดียว เขาเป็นเพียงผู้สมรู้ร่วมคิดเท่านั้น”

“คุณพูดอะไร!?” ดารินเสียงแข็ง “คุณมีหลักฐานอะไร!?”

“หลักฐาน? อยู่ในมือคุณมาตลอดนั่นแหละครับ” ปลายสายหัวเราะเบาๆ ฟังดูเย้ยหยันและน่าขนลุก “คุณแค่ยังมองไม่เห็นมัน ผมจะช่วยชี้ทางให้คุณเอง... แต่คุณต้องระวังตัวให้ดี เพราะเงาที่กำลังจะปรากฏตัวขึ้นนั้น... มันอยู่ใกล้กว่าที่คุณคิดนัก”

เสียงนั้นเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะพูดประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ทำให้ดารินขนลุกซู่ไปทั้งตัว

“และมันกำลังตามล่า... ‘ผู้หญิงที่รู้มากเกินไป’ อย่างคุณอยู่”

ตู๊ด... เสียงสายตัดไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความหวาดระแวงที่กัดกินจิตใจของดาริน เธอจ้องมองโทรศัพท์ในมือที่ยังคงอุ่นอยู่ด้วยความรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ ใครกันคือเจ้าของเสียงนั้น? และเขารู้ได้อย่างไรว่าเธอกำลังสงสัยเรื่องนี้? ที่สำคัญที่สุด... ใครคือ 'เงาอีกดวง' ที่เขาพูดถึง และมันกำลังจะลงมืออีกครั้งกับใคร? หรือกำลังตามล่าเธออยู่?

ดารินรู้แล้วว่า ความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจนั้นไม่ใช่แค่ความไม่สมบูรณ์แบบของคดี แต่เป็นสัญญาณเตือนจากอันตรายที่มองไม่เห็น อันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เธอ... และครั้งนี้ มันอาจจะไม่ได้จบแค่การไขคดี แต่เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตร

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เงากระซิบอดีต

เงากระซิบอดีต

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!