รถตู้สีดำทะมึนของทีม Unbound Paranormal Hunters ยังคงเคลื่อนที่ไปบนถนนที่มืดมิด ทิ้งซากปรักหักพังของโรงพยาบาลวิปลาสไว้เบื้องหลัง แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในรถเผยให้เห็นใบหน้าของนิล ฟ้า และต้นที่ซีดเผือดและเต็มไปด้วยความอ่อนล้า พวกเขาทั้งสามคนนั่งเงียบ ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยใดๆ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มและเสียงหายใจที่หนักหน่วงของแต่ละคน ราวกับว่าปอดของพวกเขากำลังต่อสู้เพื่อสูดอากาศที่ปราศจากกลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือดจากอดีต
นิลที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความไม่เชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ บัดนี้แววตาของเธอกลับว่างเปล่า เธอจ้องมองไปที่ถนนเบื้องหน้า ราวกับพยายามมองทะลุความมืดเพื่อหาคำตอบที่ไม่มีอยู่จริง หรืออาจจะพยายามหลีกหนีภาพหลอนที่ยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัว ซากปรักหักพังของอาคารเก่าแก่ ผนังที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง และเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป ความจริงที่กัดกินความเชื่อมั่นของเธอจนหมดสิ้น เธอเคยหัวเราะเยาะเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติ เคยป่าวประกาศว่าทุกสิ่งมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แต่บัดนี้ ตรรกะเหล่านั้นได้พังทลายลงพร้อมกับจิตใจที่บอบช้ำ
มือของนิลกำแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ ความเจ็บปวดทางกายช่วยดึงสติของเธอกลับมาได้เพียงชั่วครู่ ก่อนที่ภาพของชายชราที่ถูกจับมัดอยู่บนเตียงคนไข้ ดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว และรอยยิ้มบิดเบี้ยวของเงาดำที่ยืนอยู่เหนือเขาจะปรากฏขึ้นอีกครั้งในมโนสำนึก มันไม่ใช่แค่เงา มันคือความมืดมิดที่สัมผัสได้ เป็นความชั่วร้ายที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูของโรงพยาบาลแห่งนั้น เธอจำได้ถึงความเย็นเยือกที่แล่นไปตามกระดูกสันหลัง เสียงกระซิบไร้ที่มาที่วนเวียนรอบตัว และสัมผัสเย็นเฉียบที่ปลายนิ้ว ราวกับว่ามีบางสิ่งพยายามจะฉุดรั้งเธอไว้ไม่ให้ออกจากสถานที่แห่งนั้น
ข้างกันนั้น ฟ้าก็นั่งตัวแข็งทื่อ ดวงตาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างรถ มือข้างหนึ่งกำไม้กางเขนเล็กๆ ที่ห้อยคอแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ลมหายใจของเธอติดขัดเป็นห้วงๆ ราวกับพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ออกมา ภาพที่หลอกหลอนฟ้าคือใบหน้าของเด็กผู้หญิงที่ปรากฏขึ้นในกล้องบันทึกภาพความร้อน ใบหน้าซีดขาว ดวงตาเบิกกว้าง และรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ เด็กคนนั้นไม่ได้ส่งเสียง ไม่ได้เคลื่อนไหว แต่แค่ปรากฏตัวขึ้นแล้วจ้องมองตรงมาที่เลนส์กล้อง มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความอาฆาต และความสิ้นหวัง จนฟ้าแทบจะกรีดร้องออกมาในตอนนั้น เธอเป็นคนอ่อนไหวที่สุดในทีม และสิ่งที่เธอได้ประสบพบเจอในโรงพยาบาลวิปลาสได้ทิ้งรอยแผลเป็นที่ยากจะเยียวยาเอาไว้
ส่วนต้นซึ่งนั่งอยู่หลังพวงมาลัย กำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนตามแขน เขาไม่ได้มองไปที่ถนนตรงๆ แต่สายตาของเขามักจะเหลือบมองผ่านกระจกมองหลังอยู่บ่อยครั้ง ราวกับคาดหวังว่าจะมีอะไรบางอย่างปรากฏขึ้นจากความมืดมิดด้านหลังรถ ทุกครั้งที่แสงไฟหน้าของรถคันอื่นสาดส่องเข้ามาจากด้านหลัง เขาก็จะสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าของต้นเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ทั้งที่อากาศในรถไม่ได้ร้อนอะไร เขารู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งในอก ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังกดทับปอดของเขา เขาคือคนแรกที่ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ชื่อของเขาในความมืด และเป็นคนแรกที่เห็นเงาดำเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่ปลายทางเดิน ในตอนนั้นเขายังคิดว่ามันเป็นแค่ความเหนื่อยล้า แต่เมื่อเพื่อนร่วมทีมก็เริ่มเห็นและได้ยินสิ่งเดียวกัน เขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต้นพยายามจะรวบรวมสติ เขาเปิดเพลงร็อกขึ้นมาเบาๆ ในรถ หวังว่าเสียงเพลงจะช่วยกลบเสียงกระซิบที่ยังคงก้องอยู่ในหูของเขาได้ แต่เสียงดนตรีกลับทำให้เขารู้สึกรบกวนมากกว่าจะช่วยให้สงบลงได้
ในที่สุด ฟ้าก็เป็นคนแรกที่ทนความเงียบไม่ไหว เสียงถอนหายใจยาวๆ ของเธอดังขึ้นในความมืด “นิล... ต้น... พวกเรา... พวกเรากลับมาแล้วใช่ไหม?” เสียงของเธอสั่นเครือ เธอกำลังพยายามถามคำถามที่ไร้เดียงสาที่สุด แต่กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่สุด ราวกับว่าเธอยังไม่แน่ใจว่าพวกเขากลับออกมาจากนรกขุมนั้นได้จริงๆ หรือไม่
ต้นเหลือบมองฟ้าผ่านกระจกมองหลัง ก่อนจะหันกลับมามองถนนตรงหน้า “เราออกมาแล้วฟ้า... เราออกมาแล้ว” เสียงของเขาแหบพร่า ราวกับว่าไม่ได้ใช้เสียงมานาน
นิลไม่ได้ตอบคำถาม เธอเพียงแต่ขยับตัวเล็กน้อย พลิกข้อมือขึ้นมามองนาฬิกาข้อมือของเธอ ซึ่งเป็นนาฬิกาดิจิทัลที่เธอพกติดตัวไปทุกที่ เวลาตีสามสิบเก้านาที แล้วเธอก็เลื่อนสายตาไปมองที่หน้าจอสมาร์ทโฟนของเธอที่วางอยู่บนคอนโซลรถ ภาพหน้าจอเป็นรูปของเธอและเพื่อนร่วมทีมกำลังยิ้มร่าเริงก่อนที่จะออกเดินทาง ภาพนั้นดูราวกับมาจากโลกที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง โลกที่ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีเงา ไม่มีการทดลองสุดโหดเหี้ยม และไม่มีเสียงกรีดร้อง
“เรา... เราควรทำยังไงต่อไป?” ต้นถามขึ้นมาบ้าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสนและเหนื่อยล้า “เราจะรายงานเรื่องนี้ยังไง? เราจะ... เราจะบอกใครได้บ้างว่าเราเจออะไรมา?”
ฟ้าส่ายหน้าช้าๆ “ไม่มีใครเชื่อหรอกต้น... ไม่มีใครเชื่อเด็ดขาด” “แต่หลักฐานล่ะ? วิดีโอ... เสียง... อุณหภูมิ... เรามีทุกอย่าง!” ต้นพยายามแย้ง
นิลเงยหน้าขึ้นจากสมาร์ทโฟนของเธอ ดวงตาที่เคยว่างเปล่าบัดนี้มีประกายบางอย่างฉายแววขึ้นมา แต่ไม่ใช่ประกายแห่งความหวังหรือความมุ่งมั่น มันเป็นประกายแห่งความเจ็บปวดและความเข้าใจ เธอเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเป้ของเธอที่วางอยู่ที่พื้นระหว่างขา เปิดซิปออก แล้วล้วงเอาฮาร์ดดิสก์พกพาขนาดเล็กออกมา มันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลทั้งหมดที่บันทึกได้
“เราไม่มีอะไรเลยต้น” นิลพูดเสียงเรียบ “เราไม่มีอะไรที่จะแสดงให้ใครเห็น” ฟ้ากับต้นมองหน้ากันอย่างสับสน
“เธอหมายความว่ายังไงนิล?” ฟ้าถามขึ้น น้ำเสียงมีความหวังเจืออยู่เล็กน้อย หรืออาจจะเป็นความหวังว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเพียงความฝันร้าย
นิลเปิดฝาฮาร์ดดิสก์ออก นิ้วเรียวยาวของเธอเลื่อนไปกดปุ่มเล็กๆ บนตัวเครื่อง ไฟแสดงสถานะสีแดงกระพริบสองสามครั้งแล้วก็ดับลง “มันเสียหายทั้งหมด” นิลพูด “ไฟล์ทั้งหมด... ทุกอย่างที่เราบันทึกไว้... มันหายไปหมดแล้ว”
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในรถอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความเงียบที่หนักอึ้งกว่าเดิมหลายเท่า มันไม่ใช่ความเงียบที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวจากอดีต แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังในปัจจุบัน หลักฐานชิ้นเดียวที่อาจจะยืนยันสิ่งที่พวกเขาได้เผชิญหน้ามาได้หายไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือความทรงจำอันเลวร้ายที่ยากจะลบเลือน และความบ้าคลั่งที่ดูเหมือนจะติดตัวพวกเขาออกมาด้วย
“เป็นไปไม่ได้!” ต้นอุทาน มือข้างหนึ่งละจากพวงมาลัยไปคว้ากระเป๋าเป้ของเขาที่เบาะหลัง เขาดึงแท็บเล็ตสำหรับมอนิเตอร์สัญญาณออกมาอย่างรวดเร็ว พยายามเปิดไฟล์วิดีโอที่บันทึกไว้ในตัวเครื่อง แต่ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือความว่างเปล่า ภาพของอาคารที่มืดมิดและเงาที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่เคยบันทึกไว้ ตอนนี้มันกลายเป็นแค่จอสีดำสนิท “ไม่จริงน่า...”
“เราถูกหลอก” ฟ้ากระซิบ เสียงของเธอแทบจะไม่ได้ยิน “พวกมันไม่ต้องการให้ใครรู้... พวกมันไม่อยากให้เราเอาอะไรออกไปจากที่นั่นเลย”
นิลมองไปที่ฮาร์ดดิสก์ในมือของเธอ ใบหน้าของเธอไร้อารมณ์ใดๆ มันเป็นความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ความว่างเปล่าที่มาพร้อมกับความเข้าใจอันเจ็บปวด สิ่งที่พวกเขาเจอในโรงพยาบาลวิปลาสไม่ได้เป็นแค่ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ แต่มันคือสิ่งมีชีวิต... สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดพอที่จะปิดบังร่องรอยของตัวเอง สิ่งมีชีวิตที่ยังคงวนเวียนอยู่ในสถานที่แห่งนั้น และอาจจะไม่ได้อยู่ในแค่ที่แห่งนั้นอีกต่อไปแล้ว
ทันใดนั้น ไฟหน้ารถก็เกิดกะพริบอย่างรุนแรง พลังงานไฟฟ้าในรถดูเหมือนจะผิดปกติ แผงหน้าปัดรถกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับลงสนิทในชั่วพริบตา แอร์ในรถหยุดทำงาน เสียงเครื่องยนต์ที่เคยดังกระหึ่มก็เงียบหายไปอย่างกะทันหัน รถตู้สีดำทะมึนของทีม Unbound Paranormal Hunters ที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงอยู่กลางถนนที่มืดมิด ก็เริ่มชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น?!” ต้นร้องลั่น พยายามบิดกุญแจสตาร์ทรถซ้ำๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ พวงมาลัยก็เริ่มแข็งทื่อ
ความมืดมิดที่เคยมองเห็นได้จากนอกรถ บัดนี้ดูเหมือนจะพุ่งเข้ามาโอบล้อมพวกเขาอย่างรวดเร็ว แสงจันทร์ที่เคยสาดส่องเข้ามาในรถก็ถูกบดบังด้วยบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น
“ไฟหน้าดับ!” ฟ้ากรีดร้อง เมื่อความมืดมิดทำให้ถนนเบื้องหน้าหายไปจากสายตา
นิลไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแต่เงยหน้าขึ้นมองกระจกมองหลัง ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจและหวาดกลัว สิ่งที่สะท้อนอยู่ในกระจกไม่ใช่ภาพของถนนที่มืดมิดอีกต่อไป แต่เป็นภาพของโรงพยาบาลวิปลาสที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง ราวกับว่าพวกเขายังไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนเลย แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วพวกเขาได้ขับรถออกมาไกลหลายสิบกิโลเมตรแล้วก็ตาม
และในกระจกมองหลังนั้นเอง ที่หน้าต่างบานหนึ่งของโรงพยาบาล บนชั้นสาม ซึ่งเป็นห้องทดลองที่พวกเขาเพิ่งจากมา มีเงาร่างสีดำทะมึนยืนจ้องมองมาที่พวกเขาอย่างไม่กะพริบตา มันเป็นเงาร่างสูงโปร่งที่ไม่มีใบหน้า แต่แผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างรุนแรง
“ไม่...” นิลกระซิบเสียงแผ่ว “มัน... มันตามเรามา”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะเบาๆ ที่กระจกหน้าต่างด้านข้างของนิล เสียงนั้นเบามาก แต่กลับชัดเจนเสียยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ ราวกับว่ามันอยู่ห่างออกไปแค่เพียงไม่กี่นิ้ว
นิลหันขวับไปมองช้าๆ หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก สิ่งที่เธอเห็นผ่านกระจกที่มืดมิด ไม่ใช่เงาสะท้อนของตัวเธอเอง แต่เป็นใบหน้าซีดขาวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ดวงตาของเด็กคนนั้นเบิกกว้างจ้องมองมาที่เธอ รอยยิ้มที่เคยเห็นในภาพบันทึกความร้อน บัดนี้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธออย่างชัดเจน และมันไม่ใช่รอยยิ้มของเด็กไร้เดียงสา แต่มันคือรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความแค้น ความเจ็บปวด และความบ้าคลั่ง
เสียงเคาะที่กระจกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังขึ้นและถี่ขึ้น พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นมาจากทุกทิศทุกทางรอบตัวรถ เสียงนั้นเรียกชื่อของเธอ...
“นิล...”
รถตู้เริ่มโคลงเคลงไปมาอย่างรุนแรง ราวกับถูกเขย่าด้วยมือที่มองไม่เห็น ต้นพยายามเหยียบเบรกสุดแรง แต่รถกลับไม่ตอบสนอง มันยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่ควบคุมไม่ได้
“มันอยู่ในรถ!” ฟ้ากรีดร้องสติแตก “มันเข้ามาแล้ว!”
นิลรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาจากด้านข้างของเธอ แขนของเธอเย็นเฉียบราวกับถูกสัมผัสด้วยน้ำแข็ง เธอพยายามจะหันไปมอง แต่ร่างกายของเธอกลับแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยพลังงานที่มองไม่เห็น
“นิล... เธอได้ยินไหม...” เสียงกระซิบที่ข้างหูของเธอดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนราวกับมีคนยืนอยู่ข้างๆ เธอ
และก่อนที่เธอจะทันได้ตอบสนองหรือกรีดร้อง สิ่งสุดท้ายที่เธอรับรู้ได้คือลมหายใจเย็นเฉียบที่รดต้นคอ พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กผู้หญิงที่ดังขึ้นอย่างใกล้ชิด... ใกล้จนเธอรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งกำลังยืนอยู่ด้านหลังเธอ
ทันใดนั้น จอสมาร์ทโฟนของนิลที่วางอยู่บนคอนโซลรถ ก็สว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีใครแตะต้อง ภาพหน้าจอที่เคยเป็นรูปเพื่อนร่วมทีมยิ้มแย้ม บัดนี้เปลี่ยนไปเป็นภาพใบหน้าซีดขาวของเด็กผู้หญิงคนนั้นที่จ้องมองตรงมาที่กล้อง และรอยยิ้มบิดเบี้ยวบนใบหน้าของเธอ ก็กว้างขึ้น... กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนผิดมนุษย์ จนดวงตาที่เบิกกว้างของเธอแทบจะหลุดออกจากเบ้า และริมฝีปากของเธอก็ขยับช้าๆ โดยไม่มีเสียงใดๆ แต่ข้อความนั้นกลับชัดเจนราวกับถูกตะโกนใส่หน้า
‘พวกเธอ... ไม่ได้... ออก... ไป... ไหน...’

เสียงจากวิปลาส
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก