เสียงจากวิปลาส

ตอนที่ 17 — ความเงียบหลังวิปลาส

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

20 ตอน · 1,579 คำ

รถตู้สีดำทะมึนของทีม Unbound Paranormal Hunters ยังคงเคลื่อนที่ไปบนถนนที่มืดมิด ทิ้งซากปรักหักพังของโรงพยาบาลวิปลาสไว้เบื้องหลัง แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในรถเผยให้เห็นใบหน้าของนิล ฟ้า ‌และต้นที่ซีดเผือดและเต็มไปด้วยความอ่อนล้า พวกเขาทั้งสามคนนั่งเงียบ ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยใดๆ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มและเสียงหายใจที่หนักหน่วงของแต่ละคน ราวกับว่าปอดของพวกเขากำลังต่อสู้เพื่อสูดอากาศที่ปราศจากกลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือดจากอดีต

นิลที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความไม่เชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติมาก่อน บัดนี้ทรุดตัวลงบนเบาะโดยสารด้านหลัง พิงศีรษะกับกระจกหน้าต่างที่เย็นเฉียบ ดวงตาของเขาเหม่อลอยออกไปยังความมืดมิดเบื้องนอก ​แต่สิ่งที่เขามองเห็นไม่ใช่ทิวทัศน์ยามค่ำคืน ทว่าเป็นภาพหลอนของความบ้าคลั่งที่เพิ่งประสบมา ประตูเหล็กที่บิดเบี้ยว กำแพงที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและรอยขูดขีด เสียงกรีดร้องโหยหวนที่ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท และเงาร่างทมิฬที่พุ่งเข้าหาพวกเขาในวินาทีสุดท้ายก่อนที่จะหลบหนีออกมาได้สำเร็จ

ความเงียบในรถตู้ไม่ได้ช่วยให้จิตใจของเขาสงบลงเลยแม้แต่น้อย มันกลับกดทับลงมาอย่างหนักหน่วง ราวกับว่าความเงียบนั้นกำลังดูดซับทุกสิ่งทุกอย่างไปจากพวกเขา ‍ทั้งพลังงาน ความหวัง และแม้กระทั่งตัวตนที่เคยเป็น กลิ่นอับชื้นของโรงพยาบาลวิปลาสยังคงติดตรึงอยู่ในรูจมูก แม้ว่าพวกเขาจะออกมาไกลหลายสิบกิโลเมตรแล้วก็ตาม เขายกมือขึ้นลูบใบหน้า ซึมซับสัมผัสของเหงื่อเย็นเฉียบที่เกาะพราวบนผิว พยายามไล่ภาพความสยดสยองเหล่านั้นออกไป ‌แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ ภาพเหล่านั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ราวกับว่ามันถูกสลักลึกลงไปในเนื้อสมองของเขาแล้ว

นิลเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีเหตุผล เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์และหลักฐานที่จับต้องได้ แต่สิ่งที่เขาเผชิญหน้าในคืนนี้มันเกินกว่าทุกตำรา ทุกทฤษฎี ทุกหลักการที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต วิญญาณมีอยู่จริง ‍ความแค้นมีอยู่จริง และมันสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่เคยผลักดันให้เขาไล่ล่าหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ บัดนี้ได้พังทลายลงสิ้นเชิง กลายเป็นความหวาดกลัวที่กัดกินจิตใจจากภายใน

“นิล…นายโอเคไหม”

เสียงแหบพร่าของฟ้าที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ แทรกขึ้นมาทำลายความเงียบงัน ดวงตาของฟ้าแดงก่ำ มีร่องรอยน้ำตาจางๆ ​แต่เธอก็พยายามกลั้นไว้ ใบหน้าของเธอซีดเผือดไม่ต่างจากนิล มือของเธอกำสร้อยคอไม้กางเขนเล็กๆ ที่ห้อยอยู่บนคอแน่น ราวกับว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้จากความบ้าคลั่ง นิลหันไปมองฟ้าช้าๆ พยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ ​แต่เขารู้ว่ามันเป็นการโกหก เขาไม่ได้โอเคเลยแม้แต่น้อย

ต้นที่กำลังขับรถอยู่ด้านหน้าก็เงียบงันเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่แผ่นหลังที่เกร็งตึงและมือที่กำพวงมาลัยแน่นจนข้อขาวโพลนก็บ่งบอกถึงสภาพจิตใจของเขาได้เป็นอย่างดี ต้นเป็นคนที่สุขุมและมีสติที่สุดในทีม แต่นิลก็สัมผัสได้ถึงความสั่นคลอนในตัวเขา สิ่งที่พวกเขาได้เจอในโรงพยาบาลวิปลาสคงทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในใจของทุกคนอย่างไม่มีวันลบเลือน

“เรา…เราจะไปไหนกันต่อ” ฟ้าเอ่ยถามอีกครั้ง ​เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

ต้นไม่ตอบทันที เขายังคงขับรถไปข้างหน้าด้วยความเร็วสม่ำเสมอ จนกระทั่งผ่านป้ายบอกทางเข้าตัวเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาจึงตอบกลับมาด้วยเสียงที่แหบพร่าไม่แพ้ฟ้า “ผมจองที่พักไว้แล้ว เป็นรีสอร์ตนอกเมือง ไม่ไกลจากนี่มากนัก เราควรจะพักผ่อนกันก่อน”

พักผ่อนงั้นเหรอ? นิลคิดในใจ เขาไม่คิดว่าเขาจะสามารถข่มตาหลับลงได้ในคืนนี้ หรือคืนต่อๆ ไป ภาพความสยดสยองจะตามหลอกหลอนเขาไปอีกนานแค่ไหน?

รถตู้เคลื่อนที่ต่อไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนลูกรังเล็กๆ ที่มุ่งหน้าไปยังเชิงเขา บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงเรไรและจิ้งหรีดที่ร้องระงมในความมืด สุดท้ายรถตู้ก็หยุดลงหน้าบ้านพักหลังเล็กๆ ที่มีแสงไฟสลัวๆ จากด้านในลอดออกมา ต้นดับเครื่องยนต์ ความเงียบที่แท้จริงจึงเข้าปกคลุม บัดนี้ไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องยนต์ที่คอยกลบเกลื่อนความว่างเปล่าภายในใจของพวกเขา

“ลงไปกันเถอะ” ต้นพูดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถและก้าวลงไปสัมผัสพื้นดิน นิลและฟ้าค่อยๆ คลานตามลงไป ร่างกายของพวกเขายังคงอ่อนล้าและเจ็บปวดจากการวิ่งหนี และความหวาดกลัวที่ยังคงเกาะกุมจิตใจก็ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวเชื่องช้าและไร้เรี่ยวแรง

บ้านพักหลังนั้นดูอบอุ่นกว่าที่คาดไว้ มันเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวขนาดกะทัดรัด มีระเบียงเล็กๆ ด้านหน้า เมื่อเข้าไปด้านในก็พบกับห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีโซฟาตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง และทีวีจอแบนที่ปิดสนิท ฟ้าเดินตรงไปยังห้องน้ำก่อนเป็นคนแรก ส่วนต้นเดินไปวางกระเป๋าอุปกรณ์ลงบนโต๊ะกลางห้องอย่างระมัดระวัง นิลยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ประตู ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไป

“นิล นายไปอาบน้ำก่อนไหม” ต้นหันมาถาม

นิลพยักหน้า เขารู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว กลิ่นของโรงพยาบาลวิปลาสยังคงติดอยู่บนผิวหนังของเขา เขาเดินตรงไปยังห้องนอนที่ต้นจัดเตรียมไว้ให้ มันเป็นห้องเล็กๆ ที่มีเตียงเดี่ยวเพียงหนึ่งเตียง เขาถอดเสื้อผ้าออกช้าๆ เผยให้เห็นรอยฟกช้ำและรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการหนีเอาชีวิตรอด เขาเปิดฝักบัว ปล่อยให้น้ำอุ่นไหลรดร่างกาย มันช่วยชะล้างทั้งความสกปรกและบางส่วนของความหวาดกลัวออกไป แต่ถึงกระนั้น ภาพของโรงพยาบาลก็ยังคงฉายซ้ำไปมาในหัวของเขา

เมื่ออาบน้ำเสร็จและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่สะอาด นิลก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เขากลับออกมาที่ห้องนั่งเล่น ต้นกำลังนั่งอยู่บนโซฟา จ้องมองหน้าจอแท็บเล็ตของเขาอย่างเหม่อลอย ส่วนฟ้ายังคงอยู่ในห้องน้ำ เสียงน้ำไหลยังคงดังออกมาเบาๆ

“เจออะไรบ้างไหมต้น” นิลถามเสียงเรียบ เขานั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม

ต้นเงยหน้าขึ้นมามองนิล ดวงตาของเขาแดงก่ำและดูอิดโรย “ผม…ผมยังไม่ได้ดูอะไรเลยนิล ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้เราพร้อมที่จะดูมันรึเปล่า”

“เราต้องดูมันต้น” นิลพูดเสียงหนักแน่น แม้ว่าใจจะเต้นรัวด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง “เราไปที่นั่นเพื่อบันทึกทุกอย่าง และเราได้มันมาแล้ว เราต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ”

ต้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ “โอเค…ก็ได้ ผมจะลองเปิดดูภาพจากกล้องตัวหลักก่อน”

เขาแตะนิ้วลงบนหน้าจอแท็บเล็ต เปิดโปรแกรมเล่นไฟล์วิดีโอ ภาพจากกล้องติดตัวของนิลก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ มันเป็นภาพที่สั่นไหวและมืดสลัวเล็กน้อย แต่ก็ชัดเจนพอที่จะเห็นรายละเอียดของทางเดินแคบๆ ในโรงพยาบาลวิปลาส พวกเขาสามคนเดินเข้าไปในความมืดมิดพร้อมกับไฟฉายที่ส่องนำทาง เสียงเท้าที่ย่ำไปบนเศษซากปรักหักพัง เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพวกเขาเอง และเสียงบรรยากาศที่เงียบสงัดชวนขนลุก

นิล ต้น และฟ้าที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำและนั่งลงข้างๆ ต้น ก็จ้องมองหน้าจออย่างไม่วางตา ภาพค่อยๆ เคลื่อนไปตามการเดินทางของพวกเขา เข้าไปในห้องทดลองเก่าๆ ห้องบำบัดที่ถูกทิ้งร้าง และในที่สุดก็มาถึงห้องขังผู้ป่วยจิตเวชที่พวกเขาเจอสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด

เสียงกรีดร้องที่ดังแหลมขึ้นมาจากเครื่องบันทึกเสียงที่ต้นถืออยู่ เสียงเหมือนมีคนกำลังใช้เล็บขูดกำแพงอย่างบ้าคลั่ง เสียงกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ดังลอดออกมาจากทุกซอกทุกมุม ภาพที่บันทึกได้เริ่มสั่นไหวรุนแรงขึ้นเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติครั้งแรก ไฟฉายกระพริบติดๆ ดับๆ และอุปกรณ์ตรวจจับพลังงานเหนือธรรมชาติก็ส่งเสียงร้องเตือนอย่างบ้าคลั่ง

ทั้งสามคนในห้องพักต่างจ้องมองหน้าจอด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความกลัว ความสงสัย และความรู้สึกผิด เสียงลมหายใจของพวกเขาเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อภาพบนจอฉายไปถึงจุดที่พวกเขาเริ่มถูกตามล่า เสียงฝีเท้าที่ดังตามมาจากด้านหลัง เสียงประตูที่ปิดกระแทกเอง และเงาร่างดำทะมึนที่ปรากฏขึ้นแวบหนึ่งในมุมของภาพ

แล้วภาพก็ตัดมาที่ช่วงที่พวกเขากำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต เสียงกรีดร้องของฟ้า เสียงหอบหายใจของนิลและต้น เสียงสิ่งของที่ล้มระเนระนาด ภาพสั่นไหวรุนแรงจนแทบมองไม่เห็นอะไร แต่มันกลับยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวให้กับพวกเขา เสียงคำรามต่ำๆ ที่ดังตามมาติดๆ ราวกับว่ามีสัตว์ร้ายกำลังไล่ล่าพวกเขาอยู่

“หยุดก่อนต้น” นิลพูดเสียงแหบพร่า “ตรงนั้น…ย้อนกลับไปหน่อย”

ต้นกดหยุดและย้อนภาพกลับไปเล็กน้อย ภาพที่หยุดนิ่งเผยให้เห็นมุมหนึ่งของทางเดินที่มืดมิด มีเงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่จะหายวับไปในความมืด แต่มันชัดเจนพอที่จะทำให้ทุกคนเห็นได้ว่ามันไม่ใช่เงาธรรมดา

“มัน…มันตามเรามาจริงๆ ด้วย” ฟ้ากระซิบ ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงไปอีก

“ผมว่ามันไม่น่าแปลกใจนะฟ้า” ต้นตอบ ดวงตาของเขายังคงจ้องมองไปยังเงาบนหน้าจอ “สิ่งที่พวกเราปลุกให้ตื่นขึ้นมา มันไม่ใช่แค่สิ่งที่จะถูกจองจำอยู่ในกำแพงโรงพยาบาลได้อีกต่อไปแล้ว”

นิลพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เขารู้สึกเหมือนมีก้อนหินขนาดใหญ่มาทับอยู่กลางอก “ลองเปิดไฟล์เสียงดูสิ มีอะไรแปลกๆ ไหม”

ต้นเปลี่ยนไปเปิดโปรแกรมบันทึกเสียง EVP (Electronic Voice Phenomenon) ที่พวกเขาได้จากในโรงพยาบาล เสียงซ่าๆ ของคลื่นรบกวนดังขึ้นมาในห้องพักชั่วขณะ ก่อนที่ต้นจะกดเล่นไฟล์แรก เสียงที่ได้ยินส่วนใหญ่เป็นเสียงบรรยากาศ เสียงสิ่งของตก หรือเสียงคลื่นรบกวนทั่วไป แต่แล้วในไฟล์ที่สาม เสียงกระซิบแผ่วๆ ก็ดังขึ้นมา

“ตาย… พวกแกต้องตาย…”

เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้ทั้งสามคนตัวแข็งทื่อ ต้นกดเล่นซ้ำอีกครั้ง เสียงกระซิบนั้นชัดเจนขึ้นอีกเล็กน้อย คราวนี้มันไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความแค้น และความอาฆาต

“มัน…มันพูดกับเรา” ฟ้าพูดเสียงสั่น

“มันไม่ใช่แค่พูด มันกำลังขู่เรา” นิลเสริม น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด “ลองเปิดไฟล์ต่อไป”

ต้นเลื่อนไปยังไฟล์ถัดไป เสียงที่บันทึกได้ในช่วงที่พวกเขากำลังหนีออกมาจากโรงพยาบาล มันเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง เสียงสิ่งของพังทลาย และเสียงฝีเท้าที่ดังระรัว แต่แล้วท่ามกลางความโกลาหลนั้น ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาอย่างชัดเจน เป็นเสียงของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้น

“แม่…แม่จ๋า…”

เสียงนั้นบริสุทธิ์และน่าสงสารจนทำให้หัวใจของทั้งสามคนบีบรัด นิลรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคั้นคอหอยของเขา เสียงเด็กผู้หญิงคนนี้…ไม่ใช่เสียงของวิญญาณอาฆาตที่พวกเขาเผชิญหน้า แต่เป็นเสียงของเหยื่อ

“นิล…นี่มันอะไรกัน” ฟ้าถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว

“ผมไม่รู้ฟ้า…ผมไม่รู้” นิลตอบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน

ต้นเลื่อนไฟล์เสียงไปเรื่อยๆ พวกเขาฟังเสียงที่น่าขนลุกเหล่านั้นอย่างเงียบงัน เสียงกรีดร้อง เสียงกระซิบ เสียงครวญคราง และเสียงร้องไห้ของเด็กที่ปรากฏขึ้นมาเป็นระยะๆ มันไม่ใช่เพียงแค่เสียงธรรมดา แต่มันคือเศษเสี้ยวของความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่ถูกจองจำมานานหลายสิบปี

จนกระทั่งมาถึงไฟล์สุดท้ายที่บันทึกได้ในช่วงที่พวกเขากำลังวิ่งออกจากอาคารโรงพยาบาล เสียงในไฟล์นั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงฝีเท้าที่ดังรัว เสียงลมหายใจที่หอบหนัก และเสียงของเครื่องยนต์รถตู้ที่สตาร์ทติด

แต่แล้ว ในช่วงวินาทีสุดท้ายก่อนที่ไฟล์จะจบลง เสียงกระซิบแผ่วเบาที่แทรกขึ้นมาจากความมืดมิด ก็ทำให้เลือดในกายของทั้งสามคนแข็งตัว

เสียงนั้นเย็นยะเยือก ไม่ใช่เสียงกรีดร้อง แต่เป็นเสียงที่ฟังดูเหมือนมีใครบางคนกำลังกระซิบอยู่ข้างหู แม้จะผ่านเครื่องบันทึกเสียงมาแล้วก็ตาม

“เราจะตามไป…ไม่ว่าแกจะหนีไปที่ไหน…”

เสียงนั้นไม่ใช่เสียงเดียวกับที่พวกเขาได้ยินก่อนหน้านี้ แต่มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด มันเป็นเสียงที่พวกเขาได้ยินครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหนีออกมาจากโรงพยาบาลวิปลาส เสียงของจิตแพทย์ผู้บ้าคลั่ง ผู้ที่ทำการทดลองโหดเหี้ยมกับผู้ป่วย

แล้วเสียงนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ มันเริ่มบิดเบี้ยว กลายเป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและแผ่วเบา แต่กลับเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นอย่างมหาศาล เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของมนุษย์อีกต่อไปแล้ว มันเป็นเสียงที่มาจากนรก

“พวกแก…ไม่มีทางหนีพ้น…ความบ้าคลั่งนี้…จะตามหลอกหลอน…จนกว่าแกจะ…แตกสลาย…”

แล้วเสียงในไฟล์ก็หยุดลงทันที ปล่อยให้ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมห้องพัก ต้นปล่อยแท็บเล็ตลงบนโซฟาอย่างแรงจนมันกระเด้งเล็กน้อย มือของเขาสั่นระริก ใบหน้าของเขาซีดขาวจนเห็นเส้นเลือดฝอย

“นี่มัน…นี่มันอะไรกัน” ฟ้าพูดเสียงสั่น น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอสวมกอดตัวเองแน่น “มัน…มันรู้…มันรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน”

นิลจ้องมองไปยังแท็บเล็ตที่วางอยู่บนโซฟา หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่แค่ความหวาดกลัว แต่เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ความรู้สึกเหมือนว่ากำแพงบางๆ ที่คอยกั้นระหว่างโลกของคนเป็นกับโลกของคนตายได้พังทลายลงแล้ว

ทันใดนั้นเอง แสงไฟในห้องก็กะพริบถี่ๆ ก่อนที่จะดับลงไปในความมืดสนิท

ความมืดที่เข้าปกคลุมกะทันหัน ทำให้ทั้งสามคนกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ ต้นรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดไฟฉาย แต่แสงจากโทรศัพท์นั้นริบหรี่เกินกว่าจะขับไล่ความมืดที่หนาทึบออกไปได้

และในความมืดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากมุมห้องที่มืดที่สุด…

เสียงกระซิบแผ่วเบา…ที่ตอนนี้ไม่ได้มาจากเครื่องบันทึกเสียงอีกต่อไปแล้ว แต่ดังมาจากในห้องพักของพวกเขาเอง…

เสียงนั้นกระซิบชื่อของนิลอย่างชัดเจน…

“นิล…”

และตามมาด้วยเสียงหัวเราะแหบแห้งที่ฟังดูราวกับเสียงลมหายใจสุดท้ายของคนกำลังจะตาย…

“แกไม่มีทางหนีพ้นหรอก…นิล…”

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เสียงจากวิปลาส

เสียงจากวิปลาส

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!