เสียงจากวิปลาส

ตอนที่ 2 — ประตูสู่ความบ้าคลั่ง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

20 ตอน · 1,193 คำ

รถตู้สีดำทะมึนของทีม Unbound Paranormal Hunters ค่อยๆ เคลื่อนที่ช้าลง ก่อนจะจอดสนิทอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กขนาดใหญ่ที่สนิมกัดกินจนผุพัง เถาวัลย์หนาเตอะเลื้อยพันจนมองแทบไม่เห็นเนื้อเหล็ก ‌ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมทางเข้าจนมืดมิด บดบังแสงดาวและแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ราวกับโรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ต้องการให้ใครได้มองเห็น

“ถึงแล้ว... โรงพยาบาลวิปลาส” นิลพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่อาคารขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เธอปิดไฟหน้ารถ ทำให้บริเวณนั้นตกอยู่ในความมืดมิดอย่างสมบูรณ์

จากจุดที่พวกเขายืนอยู่ ​ตัวอาคารดูเหมือนภูเขาหินเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้าง มันมีขนาดใหญ่กว่าที่เห็นในภาพถ่ายมากนัก โครงสร้างที่ออกแบบมาอย่างปราณีตในอดีต บัดนี้กลับกลายเป็นภาพของความทรุดโทรม กำแพงอิฐสีซีด ผนังบางส่วนพังทลายลง เผยให้เห็นโพรงมืดๆ เหมือนบาดแผลฉกรรจ์ ‍หน้าต่างทุกบานถูกทุบจนแตกหัก เหลือเพียงกรอบไม้ผุพังที่ยื่นออกมาเหมือนกระดูกที่ถูกกัดกิน กลิ่นอับชื้นของซากปรักหักพัง ความชื้น และกลิ่นฉุนที่อธิบายไม่ถูก ลอยมาปะทะจมูกทันทีที่นิลลดกระจกรถลง

“โอ้โห... ใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะครับ” ต้นพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ‌แววตาของเขาฉายความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน เขาคว้าหมับเข้าที่แขนเสื้อของฟ้าที่นั่งอยู่ข้างๆ

“นี่มันไม่ใช่แค่โรงพยาบาลนะนิล” ฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เธอหยิบไฟฉายในมือขึ้นมาส่องไปรอบๆ “มันเหมือนกับเขาวงกตที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างที่ก้าวเข้ามา”

“นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจ” นิลยิ้ม เธอหยิบไฟฉายและกล้องวิดีโอคู่ใจออกมา “เอาล่ะทุกคน ‍เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า”

พวกเขาลงจากรถ นิลเป็นคนแรกที่เดินนำเข้าไปหาประตูรั้วที่ปิดตาย ต้นกระชับเป้สะพายหลังแน่น พยายามเดินให้ชิดฟ้ามากที่สุด เขากลืนน้ำลายเอื้อมลงคอเมื่อได้ยินเสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งใต้เท้า ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดมิดรอบตัวพวกเขา

ฟ้าส่องไฟฉายไปตามแนวรั้ว เธอพบช่องว่างเล็กๆ ที่พอจะให้คนตัวเล็กอย่างต้นลอดเข้าไปได้ ​“ตรงนี้พอจะเข้าไปได้”

นิลหันไปพยักหน้าให้ต้น “นายเข้าไปก่อนเลยต้น ตัวนายเล็กที่สุด”

ต้นส่ายหน้าพรืด “ไม่เอาครับพี่นิล! ผมกลัว!”

“ไม่มีเวลามาเล่นอะไรแบบนี้แล้วต้น” นิลพูดเสียงเข้ม “นายต้องไปติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบๆ ทางเข้าก่อนที่เราจะเข้าไปข้างใน”

ด้วยความจำใจ ​ต้นค่อยๆ เบียดตัวผ่านช่องแคบๆ นั้นเข้าไปอย่างทุลักทุเล เขาสะดุดกิ่งไม้ล้มลงไปกองกับพื้น ก้นกระแทกโครมใหญ่จนเสียงดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ ความเงียบที่เคยปกคลุมอยู่ถูกทำลายลงชั่วขณะ ทำให้ต้นถึงกับสะดุ้งสุดตัว

“ไม่เป็นไรนะต้น?” ฟ้ารีบถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรครับ...แค่ตกใจ” ​ต้นตอบด้วยเสียงแผ่วเบา เขาพยุงตัวเองลุกขึ้นมา แสงไฟฉายส่องให้เห็นฝุ่นผงและใยแมงมุมที่เกาะติดเสื้อผ้าของเขา เขารีบติดตั้งกล้องตัวแรกเข้ากับกิ่งไม้ใกล้ๆ อย่างรวดเร็ว มือของเขาสั่นจนแทบจะกดปุ่มบันทึกไม่ได้

เมื่อต้นติดตั้งกล้องเสร็จ นิลและฟ้าก็ลอดตามเข้าไปอย่างไม่ยากเย็นนัก พวกเขาเดินเข้ามาในบริเวณสนามหญ้าที่รกเรื้อไปด้วยวัชพืชและซากปรักหักพังของเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ที่ถูกทิ้งไว้ หน้าประตูทางเข้าหลักของโรงพยาบาลมีบันไดหินอ่อนขนาดใหญ่ทอดยาวขึ้นไปสู่โถงทางเดินที่มืดมิด

กลิ่นอับชื้นที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฟ้าถึงกับไอออกมา นิลเปิดไฟฉายส่องเข้าไปในตัวอาคาร เผยให้เห็นภาพของความมืดมิดที่น่าขนลุก ทะลุเข้าไปในโถงทางเดินขนาดใหญ่ที่เพดานสูงลิบ พอมองเห็นซากของแชนเดอเลียร์ขนาดมหึมาที่ห้อยต่องแต่งอยู่จากเพดานที่พังทลาย ผนังปูนเปลือยที่เคยเป็นสีขาวสะอาดบัดนี้เต็มไปด้วยคราบสกปรก รอยแตกร้าว และเถาวัลย์ที่เลื้อยเข้ามาตามรอยแตกเหล่านั้น

“โอ้โห... นี่มันเหมือนอยู่ในหนังเลยนะครับ” ต้นพึมพำ เขายกกล้องอินฟราเรดขึ้นมาถ่ายภาพไปรอบๆ ด้วยมือที่สั่นระริก

“เอาล่ะทุกคน” นิลพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราจะเริ่มต้นจากโถงทางเดินหลักก่อน จากนั้นเราจะสำรวจปีกอาคารด้านซ้าย แล้วค่อยย้ายไปด้านขวา ต้น นายติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและเครื่องบันทึกเสียง EVP ไว้ตามจุดสำคัญๆ ด้วย”

พวกเขาเริ่มก้าวเท้าเข้าไปในโถงทางเดินที่มืดมิด เสียงรองเท้าที่กระทบกับพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ความเงียบสงัดที่ปกคลุมอยู่ราวกับกำแพงที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่ความเงียบธรรมดา แต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้ง ความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงที่มองไม่เห็น

ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ต้นก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าปะทะร่างกายราวกับกำลังเดินเข้าไปในห้องแช่แข็ง ขนแขนของเขาลุกซู่ขึ้นมาทันที

“พี่นิล...หนาวจังเลยครับ” ต้นพูดด้วยเสียงสั่นๆ “ทั้งที่ข้างนอกอากาศก็ยังอุ่นๆ อยู่เลย”

นิลหันไปส่องไฟฉายที่ต้น "นายคิดไปเองน่าต้น มันก็แค่ความชื้นกับอากาศที่ไม่ได้ถ่ายเทมานานแล้ว"

แต่ถึงแม้จะพูดออกไปแบบนั้น นิลก็อดรู้สึกถึงความผิดปกติไม่ได้ ความเย็นที่เข้ามานั้นเป็นความเย็นที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เย็นจากอุณหภูมิภายนอก แต่เป็นความเย็นที่ราวกับมาจากภายในจิตใจ

ฟ้าเดินไปหยุดอยู่กลางโถงทางเดิน เธอหมุนตัวไปรอบๆ ช้าๆ แสงไฟฉายจากมือเธอสาดส่องไปตามกำแพงที่เต็มไปด้วยภาพวาดเก่าๆ ที่เลือนลางจนแทบมองไม่เห็น มันเป็นภาพวาดของทิวทัศน์ที่เคยงดงาม แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยคราบสกปรกและความมืดมิด

“ดูนี่สิ” ฟ้าชี้ไปที่ภาพวาดบานหนึ่ง “มันเหมือนกับว่าเวลาที่นี่หยุดนิ่งมานานแสนนานแล้ว”

ขณะที่ฟ้ากำลังพูดอยู่นั้น ต้นก็สะดุ้งอีกครั้ง เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในมุมมืดที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง “พี่นิล...ผมรู้สึกเหมือนมีใครกำลังมองเราอยู่ตลอดเวลาเลยครับ”

นิลหันกล้องไปในทิศทางที่ต้นชี้ แต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดมิดและเงาของซากปรักหักพัง “นายแค่ตาฝาดไปเองต้น”

ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นมาจากมุมห้อง เสียงกรอบแกรบแผ่วเบา ราวกับมีบางสิ่งกำลังลากผ่านพื้น เสียงนั้นหยุดลงทันทีเมื่อทุกคนหันไปมอง

“ได้ยินไหมครับ?” ต้นถามด้วยเสียงกระซิบ “เสียงเมื่อกี้...มันดังออกมาจากตรงนั้น”

นิลส่องไฟฉายไปที่มุมห้องอีกครั้ง คราวนี้เธอเห็นเพียงเก้าอี้ไม้เก่าๆ ตัวหนึ่งที่ล้มคว่ำอยู่ “สงสัยมันคงล้มเองมั้ง” เธอบอกปัดไป

แต่ในใจของเธอก็เริ่มมีความรู้สึกแปลกๆ ผุดขึ้นมา เธอกำชับกล้องในมือแน่นขึ้น พยายามที่จะจับภาพและบันทึกทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้น

พวกเขาเดินสำรวจโถงทางเดินต่อไป ทางด้านซ้ายเป็นปีกอาคารที่เคยเป็นห้องผู้ป่วย แถวห้องที่ว่างเปล่าทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ประตูทุกบานเปิดอ้าออกอย่างน่าขนลุก เผยให้เห็นห้องที่มืดมิดและว่างเปล่า แต่ละห้องมีเตียงเหล็กเก่าๆ ที่สนิมกัดกินจนผุพังอยู่ตรงกลาง พร้อมกับคราบสกปรกที่ติดอยู่บนกำแพง

ฟ้าเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยห้องหนึ่ง เธอก้มลงมองดูรอยขีดข่วนที่อยู่บนพื้นและกำแพง “ดูนี่สิ เหมือนกับว่าเคยมีใครพยายามจะขีดอะไรบางอย่างบนกำแพงด้วยเล็บมือ”

นิลส่องกล้องเข้าไปใกล้ๆ เผยให้เห็นรอยขีดข่วนที่ลึกจนน่ากลัว ราวกับว่าผู้ป่วยคนนั้นพยายามจะส่งสัญญาณบางอย่างออกมาจากความมืดมิดของห้องขัง

“มันเหมือนกับการพยายามร้องขอความช่วยเหลือ” ฟ้าพึมพำ

ต้นติดตั้งเครื่องบันทึกเสียง EVP ในห้องนั้น และเขาก็รู้สึกได้ถึงสัญญาณแปลกๆ ที่พุ่งขึ้นมาทันที “พี่นิล! เครื่องผมมันขึ้นสัญญาณแปลกๆ ครับ! ค่า EMF พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเลย”

นิลหันไปมองที่หน้าจอของเครื่องบันทึกเสียงที่ต้นถืออยู่ ตัวเลขบนหน้าจอพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลดลงอย่างช้าๆ แล้วก็พุ่งขึ้นมาอีกครั้ง

“มันอาจจะเป็นสัญญาณรบกวนก็ได้ต้น” นิลพูด แต่ในใจของเธอก็เริ่มรู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เธอไม่เคยเห็นสัญญาณ EMF พุ่งสูงขึ้นมากขนาดนี้มาก่อนในสถานที่ที่ไร้ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้า

ฟ้าเดินเข้าไปในห้องถัดไป เธอก้มลงเก็บสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ที่วางอยู่บนพื้น มันเป็นสมุดบันทึกที่เก่าจนกระดาษกลายเป็นสีเหลืองซีด และเต็มไปด้วยตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ

“อะไรน่ะฟ้า?” นิลถาม

“เหมือนจะเป็นสมุดบันทึกของแพทย์คนหนึ่ง” ฟ้าตอบ เธอบรรจงเปิดหน้ากระดาษอย่างระมัดระวัง “ดูเหมือนจะเขียนถึงประวัติการรักษาผู้ป่วยและบันทึกประจำวัน”

ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงที่ชัดเจนกว่าเดิม เสียงกรีดร้องแผ่วเบาที่ดังขึ้นมาจากปลายทางเดิน มันเป็นเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัว

ต้นสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง เขาหันไปมองในทิศทางที่มาของเสียงด้วยใบหน้าซีดเผือด “พี่นิล! ได้ยินไหมครับ?! เสียงเมื่อกี้!”

นิลรีบหันกล้องไปทางต้นเสียง แต่ก็ไม่เห็นอะไรอีกเช่นเคย เธอพยายามจับภาพให้ได้ แต่มันก็ไม่มีอะไร

“ต้น! นายได้ยินเสียงอะไรชัดๆ ไหม? ลองย้อนฟังในเครื่องบันทึกเสียงสิ” นิลสั่ง

ต้นรีบเปิดเครื่องบันทึกเสียง เขาได้ยินเสียงกรีดร้องแผ่วเบาที่ดังขึ้นมาอีกครั้ง ชัดเจนจนน่าขนลุก เสียงนั้นเต็มไปด้วยความทรมาน ราวกับว่าวิญญาณของผู้ที่ถูกจองจำกำลังร้องขอความช่วยเหลือ

“ผม...ผมได้ยินครับพี่นิล” ต้นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มันเป็นเสียงผู้หญิง...กำลังกรีดร้อง”

นิลถึงกับขนลุกซู่ เธอพยายามจะปัดเป่าความรู้สึกหวาดกลัวออกไปจากใจ "มันอาจจะเป็นแค่เสียงลมที่พัดผ่านรอยแตกของอาคารก็ได้ต้น"

แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่ใช่ เสียงลมไม่สามารถเลียนแบบเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดได้ถึงขนาดนี้

ฟ้าปิดสมุดบันทึกเก่าลงช้าๆ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “ฉันว่าเราควรระวังตัวให้มากกว่านี้นะนิล ฉันไม่เคยเจอที่ไหนที่มีบรรยากาศหนักอึ้งขนาดนี้มาก่อน”

“ฉันรู้” นิลตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง เธอเงยหน้าขึ้นมองเพดานสูงลิบ “ฉันรู้สึกได้ถึงมัน”

ความเงียบที่เคยปกคลุมอยู่กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า แต่มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยการเฝ้ารอคอย รอคอยที่จะเปิดเผยความลับดำมืดที่ถูกซ่อนไว้มานานแสนนาน

พวกเขาเดินต่อไปในความมืดมิด แต่ละก้าวที่เดินไปราวกับกำลังก้าวเข้าสู่ห้วงแห่งความบ้าคลั่งที่ไม่มีวันสิ้นสุด โรงพยาบาลวิปลาสได้เปิดประตูสู่โลกที่ไม่มีใครเคยจินตนาการถึง โลกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความแค้น และเสียงกระซิบจากความว่างเปล่าที่รอวันจะกลืนกินทุกสิ่ง

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เสียงจากวิปลาส

เสียงจากวิปลาส

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!